General

การที่คนอายุ20(ยังไม่21เลย)มาบ่นว่าตัวเองแก่มันก็ออกจะเหม็งๆ แต่ผมเริ่มรู้สึกแบบนั้นจริงๆแฮะ ไม่ว่าทั้งสังคมตามปกติหรือแม้แต่สังคมบอร์ด บางครั้งเริ่มรู้สึกว่าโพสหรือความเห็นของตัวเองมันดูจริงจังเกินไปรึเปล่า หรือบางครั้งก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเดาโพสหรือคำพูดของคนอื่นๆได้ ไม่ใช่เพราะมีพลังพิเศษหรืออะไรแต่จริงๆก็เพราะเหมือนเคยผ่านประสบการณ์แนวๆนั้นมาก่อนมากกว่า
 
คิดๆแล้วก็เริ่มเครียด อาจจะเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วอะไรที่เคยทำได้ดีก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันถดถอยลงหรือไม่ก็รู้สึกว่ามันอยู่ตัวแล้วไม่มีทางขึ้นไปกว่านี้ได้ แต่นั้นก็แค่ความรู้สึกของบางอย่างเช่นการทำอาหารเองถ้าสมมุติว่าเรารู้สึกว่ามันอร่อยแล้วแต่คนอื่นไม่อร่อยไปด้วย นี้แหละที่น่ากลัว จริงอยู่ว่าที่เราต้องทำต่อไปก็คือการทำให้เขายอมรับว่าอร่อยแต่ที่เป็นปัญหาก็คือเราไม่รู้ว่าจะแก้หรือปรับปรุงตรงไหนต่างหาก การถามรสนิยมหรือปรุงตามใจเขามันก็จะกลายเป็นว่าอาหารที่เราทำไม่ได้อร่อยเพราะตัวมันแต่เป็นเพราะว่าเราใส่เครื่องปรุงหรือใส่วัตถุดิบถูกใจคนอื่นต่างหาก พอมาเป็นแบบนี้แล้วมันก็กลายเป็นว่าบางทีรสนิยมของเราอาจจะผิดเพี้ยนไปแน่ๆ ถ้าแค่คนสองคนยังพอว่าแต่ถ้าเป็นหลายต่อหลายคนก็ต้องพิจารณาตัวเองแล้ว ลงท้ายก็วกมาที่เรื่องความแก่...ใช่แล้วเราไม่ได้ทำอะไรแตกต่างไปจากเมื่อก่อนแต่ที่คนไม่ชอบเพราะรสนิยมคนรุ่นใหม่กับรุ่นเราเข้ากันไม่ได้แน่ๆ
 
บางทีผมอาจจะเป็นคนขี้หงุดหงิดอย่างร้ายกาจก็เป็นได้ ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำอะไรได้นานๆสักเท่าไรอาจจะเป็นเพราะความคิดในหัวมันแล่นปรี้ดเร็วมากเสียจนสามารถมองเห็นฉากต่อไปได้จนรู้สึกไม่อยากมากกว่า อืมๆอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆก็ได้น่ะ เพราะผมเองก็ไม่ใช่พวกแอนตี้สปอยหรืออะไรชอบอยากรู้ล่วงหน้าเสียด้วยซ้ำ ถ้าให้พูดจริงๆแล้วผมก็คงเป็นพวกขี้เบื่อแน่ๆ(ทั้งๆที่ดูจากบุคลิกเองก็เป็นคนหน้าตาเหมือนเบื่อทุกอย่างในโลกอยู่แล้วด้วยซ้ำ)
 
สรุปที่บ่นมาทั้งหมดไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ แค่อ่านหนังสือเตรียมสอบแล้วรู้สึกเบื่อๆเท่านั้นเอง~

หลังจากผ่านพ้นปิดเทอมอันแสนยาวนาน เทอมใหม่ก็มาเยือนจนได้...แต่ก็น่ะ เทอมใหม่นี้ในที่สุดผมก็ได้ขึ้นปีสองจนได้ส่วนเพื่อนๆรุ่นเดียวกันก็ก้าวไปยังปีสาม สาเหตุก็เพราะว่าตอนปีหนึ่งผมซิ่วนั้นเอง(ฮา)

จำได้คุ้นๆว่าปีที่แล้วช่วงนี้ เขียนถึงเรื่องที่ตัวเองตอนโดนไทร์มาแล้วก็เขียนถึงประสบการณ์ตอนที่โดนไทร์ว่ามันก็ไม่ถึงกับขาดทุนซะทีเดียว เพราะได้อะไรมาเยอะแยะมากมาย

สำหรับปีหนึ่งที่เริ่มนับหนึ่งใหม่รอบสองนี้เองก็ได้อะไรมาเยอะแยะมากอีกเหมือนกัน แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่จากตอนโดนไทร์ อาจจะเรียกได้ว่าสองปีก่อนนั้น เป็นความรู้สึกที่ตกลงไปสู่ก้นเหวและได้เห็นและพบเจอสิ่งที่อยู่ใต้หุบเหว ส่วนปีต่อมาที่พึ่งผ่านไปนั้น ก็เป็นประสบการณ์และวิธีการตอนกำลังปีนขึ้นมาจากปากเหวแทน อาจจะเรียกได้ว่าเราไม่มีทางรู้จักความเหนื่อยจากการปีนเขา จนกว่าเราจะเริ่มต้นปีนเขาเสียก่อน แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งปีที่มีอะไรให้เหนื่อยอยู่เยอะเหมือนกัน บางอย่างไม่แค่เหนื่อยแต่ก็เจ็บด้วย อาจจะพูดได้ว่าได้รับรู้ความรู้สึกเจ็บมือในตอนที่กำลังปีนขึ้นเขาละมั้ง แต่ความเจ็บต่างๆนี้ผมว่าคุ้มค่าน่ะแม้แต่พ่อแม่ผู้ออกตังค์ให้ท่านก็ว่าผมเริ่มที่จะทำตัวให้คุ้มกับที่เขาจ่ายค่าเรียนไปให้เหมือนกัน(ฮา)

จะว่าไป หนึ่งปีที่ผมได้อะไรมากมายย้อนกลับไปดูในเอนทรี่เก่าๆ ก็พบว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะมุมมองทัศนคติ วิธีคิดรวมถึงความสามารถ...อยากจะบอกว่าในตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น กว่าแต่ก่อนเยอะเลย ในหลายๆเรื่อง(ถึงจะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าอายุมากขึ้นจนในที่สุดตัวเลขนำหน้าก็เป็นเลข2แล้วก็เถอะ)

สุดท้ายอยากจะขอฝากไว้นิดนึงน่ะครับ บางทีแล้วสิ่งที่เราคิดว่ามันถูกแต่คนอื่นกลับคิดว่าผิดนั้น มันอาจจะถูกก็ได้แต่เรายังมีเหตุผลไม่พอที่จะไปอยู่ยังจุดที่มันถูก...

ชีวิตนั้นคือการตัดสินใจหลายครั้งหลายคราที่ซับซ้อนและทุกๆวินาทีก็ต้องเสี่ยง แต่ก็เพราะว่ามันเต็มไปด้วยการตัดสินใจที่หลากหลาย ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเมื่อเห็นทางเลือกมากมายที่เราสามารถเดินไปได้ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ดีหรือเลว...การตัดสินใจจะส่งผลต่อเส้นทางชีวิตและความคิดของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสวยงามบนความไม่แน่นอนนี้แหละ คือเสน่ห์ของชีวิตล่ะ~

...

...

...

...

...

...

...

...

ถ้าทั้งหมดที่อ่านมารู้สึกคุ้นๆล่ะก็ ยินดีด้วยล่ะครับ คุณเป็นแฟนพันธ์แท้บล็อกนี้แล้วล่ะ เพราะว่าเนื้อหาในเอนทรี่นี้ส่วนใหญ่ผมเอาเนื้อหาในเอนทรี่เดิมที่ชื่อ เริ่มนับหนึ่งรอบที่สอง มาแปลงใหม่ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากผมไล่อ่านเอนทรี่เก่าแล้วรู้สึกว่าเอนทรี่ที่เขียนตอนช่วงตัดสินใจจะปรับปรุงตัวใหม่นั้นมัน"โคตรเท่"โดยเฉพาะไอ้ตรงย่อหน้าอันสุดท้ายนี้แหละ แถมพอดูวันที่โพสก็ปรากฎว่ามันใกล้จะถึงแล้วนิน่า ก็เลยขอเล่นมุขเดิมแต่แปลงใหม่ก็เลยเกิดเป็นเอนทรี่นี้ขึ้นมาครับ(แม้แต่วันโพสกับชื่อเอนทรี่ก็จงใจทำให้คล้ายคลึงกันด้วยน่ะ)

สุดท้ายนี้ขอเป็นแรงใจให้กับทุกคนที่เคยล้มเหลวมาก่อนให้ลุกขึ้นปรับปรุงตัวน่ะครับ ถึงจะตกไปอยู่ก้นหลุมแล้วแต่ก็อย่าพึ่งท้อ ให้เดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอผนังแล้วเริ่มต้นปีนมันขึ้นไป สักวันทุกๆคนก็จะพ้นจากขอบหลุมเองครับผม

อันที่จริง เอนทรี่นี้ถูกเขียนขึ้นในวันที่9...ไม่น่าจะเีรียกว่าต้นเดือนได้แล้ว แต่เอาเถอะก็ยังเป็นวันที่เลขตัวเดียวอยู่ พอเกริ่นนำขึ้นมาแบบนี้แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คำว่าต้นเดือนหรือปลายเดือนนี้ แต่ละคนก็คงเข้าใจไม่เหมือนกันแน่ๆ อย่างผมเองก็มองว่าต้นเดือนก็คือช่วงวันที่1-9หรือวันที่ยังเป็นเลขตัวเดียวนั้นแหละ แต่ตรงกันข้าม ผมมองปลายเดือนเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนแทน ซึ่งถ้าคิดแบบนี้แล้วจะกลายเป็นว่าต้นเดือนและปลายเดือนของผมมันไม่สัมพันธ์กัน นั่นก็เพราะว่าต้นเดือนมีวันที่มากกว่าปลายเดือนน่ะสิ
 
แต่ไอ้ที่กล่าวมาก็ไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญนอกจากจะทำให้เอนทรี่นี้ยืดยาว จริงๆแล้วครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งอื่นๆ ก็คือที่มาอัพครั้งนี้ไม่ค่อยจะมีสาระสำคัญอะไรเท่าไรนอกจากมาอัพเดตให้รู้เฉยๆว่า ผมยังไม่ได้ตายหรือโดนจับไปที่ต้มยำทำแกงที่ไหน~
 
- เรื่องแรกก็คือ เกรดผมออกแล้วครับและเทอมนี้ก็ได้ค่อนข้างดี(3.5) ตั้งแต่พ้นจากประถมมาก็ไม่เคยทำเกรดได้ขนาดนี้มาก่อนเลยน่ะ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจเรียนอะไรมากขึ้นเท่าไร แต่แค่ใส่ใจกับการเรียนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกนิดเท่านั้นเอง.....เห็นเกรดแบบนี้แล้ว เป็นปลิ้ม~~~~~~~
 
- ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปค่อนข้างเร็วมากเลย (ปิดเทอมไม่ทันไรก็จะเปิดเทอมอีกแล้ว) จริงๆปิดเทอมทั้งทีก็กะจะทำอะไรให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักกะอย่าง
 
- รู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นทั้งๆที่พอชั่งน้ำหนักแล้วมันก็เท่าเดิม
 
- ตั้งแต่ทำไอโฟนตกส้วมไปในเอนทรี่ก่อนหน้านู่น ผมก็ใช้เงินน้อยลงเรื่อยๆ(อาจจะเป็นเพราะว่าชนกับปิดเทอมด้วยล่ะ) แต่ถึงจะมีเงินเหลือเก็บ แต่มันก็ยังไม่เท่ากับค่าเงินที่ต้องเสียไปตอนแคลมไอโฟนอยู่ดี Orz
 
- วันนี้นึกครึ้มอะไรไม่รู้อยากวาดรูปรูริจังหลังจากไม่ได้แตะดินสอมาซะนานแสนนาน แต่พอวาดไปวาดมา มันดันไม่ใช่รูริจังซะแล้ว เพราะงั้นขอเรียกว่าสาวทวินเทลปริศนาหมายเลข1ไปก่อนก็แล้วกัน(ฮา)
 
- ในที่สุดก็ปรับธีมบล็อกเข้าที่เข้าทางซะที ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกชอบเบื่อง่ายเพราะงั้นธีมนี้กะจะใช้ยาวๆเลยล่ะครับ(จริงๆแล้วผมคิดว่า ผมใช้เวลานั่งทำธีมบล็อกไปมากกว่าเวลาที่ใช้เขียนเอนทรี่แต่ละเรื่องซะอีกน่ะเนี่ย