General

สวัสดีครับทุกคน Srwkungเองครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยน่ะครับ ไม่ทราบว่าทุกคนยังคงสบายดีสุขภาพแข็งแรงกินข้าวครบทุกมื้อกันอยู่สิน่ะครับถ้าทุกคนสบายดีผมก็สบายใจไปด้วย...เอ่อ แต่เปิดหัวเอนทรี่มาแบบนี้ไม่สมกับเป็นผมเลยสิน่ะครับ งั้นเราหยุดการทักทายที่เหมือนคำเริ่มต้นจดหมายแบบนี้ดีกว่า
 
สำหรับผมแล้วหลังผ่านพ้นน้ำท่วมก็เจอกับภัยครั้งใหม่นั้นคือคอมพัง....ใช่ครับรู้สึกการ์ดจอจะไหม้แถมดันเป็นโน๊ตบุ๊คที่การ์ดจอแปะที่บอร์ดซะอีก เท่ากับว่าถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนทั้งบอร์ดเลย Orz แม้ว่าตอนนี้จะซ่อมกลับมาใช้ได้แบบถูไถก็เถอะแต่ก็ไม่เต็มร้อยอยู่ดี (โน๊ตบุ๊คอยู่มาได้สองปีครึ่งใช้งานอย่างหนักชนิดเหมือนเป็นเด็กส์ท็อป แค่นี้ก็คุ้มแล้วล่ะมั้ง)
 
พักนี้รู้สึกว่าตัวเองชอบดองจัง จริงๆนิสัยชอบดองมีมาตั้งนานแต่พอช่วงนี้ทำอะไรใหม่ๆเรื่อยๆเข้าก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองดองเยอะขึ้นและเยอะขึ้นไม่ว่าจะการบ้าน งาน หรือแม้แต่งานเล่นๆเองก็เถอะ (ถึงขนาดดองดูอนิเมทนี้ก็นับว่าเริ่มจะไม่ธรรมดาแล้วน่ะ)
 
บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาในเรื่องการสร้างความคาดหวังขึ้นมาเหมือนกันแฮะ บางทีถ้าลองปล่อยๆดูอาจจะเยี่ยมกว่านี้ก็ได้
 
สำหรับวันนี้ก็มาอัพเดตแค่นี้เน่อ สวัสดีครับผม
หลายต่อหลายคนที่ติดตามบล็อกนี้(ซึ่งก็น่าสงสัยเสียจริงว่าจะมีด้วยเหรอ?) คงนึกว่าเจ้าของบล็อกจมน้ำหายไปพร้อมๆกับน้ำท่วมแล้วแหง่มๆเพราะไม่ได้มาอัพเดือนกว่าๆ แต่จริงๆแล้วนั้นที่ไม่ได้อัพเพราะไม่รู้จะเขียนอะไร+ปัญหาสารพัดสารเพ
 
ตัวอย่างปัญหาอย่างแรกก็คือการสอบ ซึ่งผมก็พึ่งจะสอบเสร็จวันนี้นิเอง แล้วก็ได้ปิดเทอมซะที(ซึ่งเอาจริงๆแล้วก็แค่สองอาทิตย์ เพราะเดี้ยวก็มีภาคพิเศษต่อ)แต่สำหรับชีวิตมหาลัยนั้นเปิดเทอมก็เหมือนปิดเทอม(และปิดเทอมก็เหมือนเปิดเทอม...อืม) ส่วนอีกปัญหาหนึ่งก็คือช่วงนี้ต้องคอยเฝ้าระวังน้ำท่วม เพราะบ้านผมเองแม้จะอยู่ในกทม.แต่ก็อยู่ฝั่งตะวันออก(พื้นที่เสี่ยง)ทำให้ช่วงสองสามวันมานี้สนุกกับการยกกระสอบทรายก่อบังเกอร์เตรียมป้องกันบ้านอย่างเต็มกำลัง
 
ใจจริงหมดเรื่องอัพบล็อกแล้วน่ะเนี่ย แต่เนื่องจากมันจะน้อยไปก็เลยขอยืดด้วยอย่างอื่นก็แล้วกัน
 
ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองจะหงุดหงิดมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุก็จะมาจากเรื่องไร้สาระทั้งนั้นแต่ที่น่าแปลกก็คือ ผมหงุดหงิดแบบผิดธรรมชาตินี้สิ...โดยตามปกตินั้นเวลาหงุดหงิดก็จะบ่นโน่นบ่นนี้ไม่พ็พาลโน่นพาลนี้ แต่พอผมเริ่มหงุดหงิดจริงๆผมจะเซ็ง เบื่อและเฟลมากกว่า สุดท้ายก็กลายเป็นเฉื่อยซะงั้น... พอลองมานึกดูดีๆเหมือนเราจะบรรลุสิ่งที่เรียกว่า"สัจธรรมแห่งความเฉื่อย"เข้าเสียแล้วสิน่ะ...
 
โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า สงบควาฒโกรธด้วยพลังเฉื่อยที่ยิ่งกว่าการสงบนิ่ง ทุกข์ใจไปก็เท่านั้น เหตุเกิดจากใจก็ต้องดับที่ใจเพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจอะไรเฉื่อยแม้มไปเลยดีกว่า..........
 
เหมือนแนวคิดนี้จะถูกแต่ก็รู้สึกเหม่งๆน่ะ
ไม่รู้ว่าผมแก่แล้วรึเปล่า แต่ไอ้ที่เสื่อมและไม่เกี่ยวข้องกับความแก่เนี่ยมันก็มีอยู่เช่นเรื่องของคะแนนสอบที่เสื่อมลง(ลดลงจากเดิม)หรือไม่ก็เรื่องแบตไอโฟน....ที่พอไปเปลี่ยนเครื่องเคลมมาแล้วแบตเสื่อมลงอย่างน่าใจหาย(ประกันหมดพอดีอีกตั้งหากเอวัง)
 
จะว่าไปแล้วความเสื่อมนี้มันคืออะไรกันน่า? แปลตามพจนานุกรมก็หมายถึงการน้อยลง,หย่อนลงและก็ต่ำลง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกยิ่งนัก เพราะนับวันมุนษย์เราจะยิ่งพัฒนาคิดค้นอะไรใหม่ขึ้นมาได้เรื่อยๆแต่ทำไมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเสื่อมถอยลงไปเป็นเงาตามตัวมากขึ้นทุกที
 
การเสื่อมในระดับที่เป็นกฎธรรมชาติประมาณว่าของใหม่แทนของเก่าก็อย่างเครื่องเล่นเทปที่เสื่อมความนิยมลงหลังจากมีแผ่นCDหรือแผ่นCDเองก็เสื่อมความนิยมลงเมื่อมีแผ่นDVDเป็นต้น
 
จริงๆถ้ามีแค่สิ่งที่เสื่อมในระดับเป็นแค่กฎธรรมชาติหรือก็คือการมีของใหม่มาแทนของเก่ามันก็คงจะดีไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่คำว่าเสื่อมนั้นในสังคมของเราเองนำไปใช้เป็นตัววัดคุณค่าที่ไม่ได้อยู่ในกฎของธรรมชาติด้วยอาทิเช่น ความดีความเลว ความเสียสละหรือความเห็นแก่ตัว
 
เคยมีคนบอกว่าเมื่อวัตถุเจริญขึ้น ศีลธรรมของมนุษย์ก็จะเสื่อมถอยลง อันที่จริงถ้าลองวิเคราะห์กันดูดีๆแล้วเรารู้ได้ยังไงล่ะว่าศีลธรรมของคนสมัยก่อนน่ะมีมากกว่าสมัยนี้? จากประวัติศาตร์ที่ผ่านมาเอง ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างจากปัจจุบันตรงไหนเลย เพราะลงท้ายแล้วก็ยังมีมนุษย์ผู้ใช้กฎของดาร์วินแต่พยามดำรงตัวอยู่ภายใต้กรอบแห่งข้อบัญญัติ เรียกได้ง่ายๆว่าใช้Chaosที่มีอยู่ในตัวออกมาโดยการหยิบยกLawมาอ้าง
 
สมัยก่อนหน้านั้น มนุษย์ก็ปล้น ชิง ฆ่า ข่มขืนและแย่งชิงกันเป็นนิจเริ่มตั้งแต่แย่งชิงคู่ผสมพันธ์เอย พื้นที่ทำกินเอย ๆลๆ จะว่าไปแล้วความเสื่อมที่ประโยคนั้นเห็นจะพูดถึงก็คงจะเป็น...มนุษย์เราเริ่มมีเหตุผลแปลกๆในการทำเรื่องไม่ดีได้เพิ่มขึ้นมากกว่า
 
สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเมื่อวัตถุเจริญขึ้น...เราจะมองเห็นความวุ่นวายและสันดานดิบในตัวมนุษย์ได้อย่างเด่นชัดกว่าเดิมมากกว่า เพราะยิ่งอะไรๆพัฒนาขึ้น ช่องทางที่จะใช้สันดานดิบแย่งชิงความได้เปรียบหรือครอบครองและทำการละเมิดกฎเกรณ์ในการอยู่ร่วมกันของสังคมนั้นก็ย่อมมีมากขึ้นเช่นกัน ความเสื่อมที่เขาว่าก็หมายถึงแบบนี้...แต่ก็น่ะ ผมเองก็ไม่ชอบประโยคแบบนั้นสักเท่าไร เพราะเหมือนโบยว่าเป็นความผิดของวัตถุไปซะนี้...ตราบใดที่เผ่าพันธ์ที่ใช้อยู่สันดานดิบในตัวเผ่านั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผลลัพท์ก็คงออกมาเป็นแบบนี้เสมอๆ บางทีเราน่าจะยอมรับว่าเผ่าพันธ์ตัวเองมีข้อเสียแบบนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดีกว่าจะไปโบยความผิดให้วัตถุที่ไร้ซึ่งชีวิตน่า...