Fiction

Dianthus Stage [Dianthus Break I]

posted on 23 Mar 2011 22:48 by srwkung in Fiction
Dianthus Break I

-------------------------------



Lapis Relation
“เด็กสาวผู้ซึ่งซ่อนดวงดารานับล้านไว้ใต้ใบหน้าอันเรียบเฉย”

ชื่อภาษาไทย – ลาปิส รีเรชั่น
เพศ – หญิง
อายุตอนที่ปรากฎตัวออกมาครั้งแรกในเรื่อง – 15
ส่วนสูง – 158
น้ำหนัก – 44
หมู่เลือด - AB
B.W.H – 84/58/88
เชื้อชาติ – ออสเตรีย
วันเกิด – 7/7
ราศี – กรกฎ
สีประจำตัว – ม่วงอมเทา
ของกินที่ชอบ – สลัดปลาเทราท์,น้ำแอบเปิล,ทีรามิสุ
ของกินที่เกลียด – เบคอน
กลุ่มเรียน – DS
ทักษะถนัด – เวทมนต์
งนอดิเรก – อ่านหนังสือ,นั่งดูหนังสารคดี
อันดับสาวสวยจากเชนย่า – อันดับที่เจ็ดจากบรรดาเด็กนักเรียนปี1
Artwork - Quest

ข้อมูลโดยสังเขป
- เด็กสาวผู้ซึ่งอารมณ์กับใบหน้านั้นไม่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันเลยสักนิด โดยพื้นฐานลาปิสเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างใจดี ขี้เกรงใจ และรู้จักวิธีเอาอกเอาใจผู้อื่น เธอยังหัวดีและเป็นเด็กสาวที่มีสัมมาคารวะกับผู้หลักผู้ใหญ่และบรรดาคนสูง อายุทั้งหลาย กับบรรดาเพื่อนๆและคนรอบข้างลาปิสก็รู้จักปรับตัวและรักษาระยะห่างความ สัมพันธ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอเป็นคนมีเหตุมีผลและพร้อมจะให้อภัยคนอื่นทุกเมื่อ นอกจากนั้นเธอยังมีไหวพริบดีอีกด้วย ข้อเสียของเธอก็คงเห็นจะเป็นใบหน้าที่เฉยเมยแม้กระทั้งในตอนที่เธอยิ้มออกมา แทบจะหาคนสังเกตุออกได้น้อยยิ่งนัก ด้วยหน้าตาที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจใครและเฉยเมยกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เธอค่อนข้างที่จะมีเพื่อนน้อยและถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อยๆและมักมีปัญหา กับการเริ่มต้นทำความรู้จักกับคนอื่นๆ สำหรับเธอแล้วการที่ร่างกายตัวเองไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ นั้น เธอถือเสมือนกับว่ามันเป็นความพิการทางร่างกายอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

ว่าด้วยลาปิส
- สำหรับผมแล้ว คาแรกเตอร์ตัวละครหญิงในดวงใจคงหนีไม่พ้น โฮชิโนะ รูริ จากเรื่องยานรบอวกาศนาเดซิโก้ เพราะเสน่ห์จากใบหน้าที่เรียบเฉยของรูริจังทำให้ผมหลงใหลในโลกอนิเมท อาจจะเรียกได้ว่าถ้าไม่มีรูริจังแล้วล่ะก็ฟิกชั่นเรื่องนี้ก็คงไม่ถือกำเนิด ขึ้นมาด้วยเช่นกัน ลาปิสเลยเป็นตัวละครที่ผมได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากรูริเต็มๆ เพราะผมคิดว่านางเอกที่มีเสน่ห์ที่สุดนั้น มันก็ต้องมีบุคลิกและลักษณะคล้ายคลึงกับรูริน่ะสิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความน่ารักที่ซ่อนอยู่ในใบหน้าอันเฉยเมย ทรงผมทวินเทล หรือแม้แต่ชื่อของลาปิสยังถูกตั้งออกมาให้ใกล้เคียงกับรูริและจงใจล้อเธอมา เต็มๆ โดยรูรินั้นเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นของแร่Lapis Lazuli ส่วนนามสกุลของเธอหรือ รีเรชั่น นั้นแปลความหมายได้ว่าความสัมพันธ์ ชื่อและนามสกุลของเธอเลยเป็นมุขไปเต็มๆเลยว่า“มีความสัมพันธ์กับรูริ”
ลา ปิสเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอะไรบางอย่างคล้ายคลึงกับเจเนซิส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการคิดหรือนิสัยขี้เกรงใจ แต่ลักษณะบางอย่างเองก็ช่างแตกต่างจากเจเนซิสไปอย่างสุดขั้ว และความแตกต่างนี้นิแหละที่จะทำให้ทั้งเจเนซิสและลาปิสดึงดูดเข้าหากันได้ มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเรื่องราวดำเนินไปข้างหน้า
ผมชอบสร้างตัวละครที่ดูมี อะไรซ่อนอยู่มากกว่าตัวละครที่แสดงทุกอย่างออกมาให้เห็นจากภายนอก ตัวละครเกือบทุกคนจึงมักมีปมลึกๆอะไรบางอย่างอยู่ในใจเสมอๆ สำหรับลาปิสนั้น คงเป็นเรื่องใบหน้าของเธอนั่นแหละ ความสมบูรณ์แบบของเธอสามารถก่อกำเนิดขึ้นมาได้จากอารมณ์เก็บกดที่ฝังรากลึก อยู่ในจิตใจ เพราะว่าเธอไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงให้คนอื่นเห็นได้ เวลามีความสุขก็ไม่สามารถแสดงให้คนอื่นเห็นได้ว่าตัวเองกำลังมีความสุขและ เวลาที่เธอทุกข์ก็มีน้อยคนนักที่จะรับรู้ในความทุกข์ของเธอ ความเปล่าเปลี่ยวและเดียวดายจากวัยเด็กได้หล่อหลอมให้เธอถีบตัวเองขึ้นมา เรื่อยๆ โดยมีจุดประสงค์ง่ายๆแค่ว่า ถ้าเธอเก่งและมีความสามารถ ถ้าเธอสามารถให้คนอื่นมาพึ่งพาได้ ทุกคนก็จะเข้าหาเธอกันมากขึ้นและเมื่อถึงตอนนั่น คงต้องมีสักคนที่สามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเธอได้ เธอหวังแค่ว่าจะมีคนมาร่วมแชร์ความสุขและความทุกข์ของเธอไปด้วยกัน เธอแค่อยากได้ใครสักคนที่มองเธอออกและเธอสามารถที่จะฝากหัวใจของเธอเอาไว้ ให้กับเขาได้ก็เท่านั่นเอง
ผมคิดเสมอว่าลาปิสเป็นคาแรกเตอร์ที่เปรียบ เหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่บานสะพรั่ง สวยสดงดงามแต่ถูกบดบังด้วยสีหน้านิ่งเรียบและไร้ซึ่งอารมณ์ของเธอ ผมคิดว่าหากมีคนอย่างลาปิสอยู่ในชีวิตจริงๆแล้วละก็ เชื่อได้เลยว่าหากคุณพบว่าพวกเขาเหล่านั่นมีอะไรที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ภายใต้ หน้ากากที่ชื่อว่าใบหน้าแล้วละก็ ชีวิตของคุณจะสนุกขึ้นอีกเยอะเลยละ

-------------------------------

Other

1.กางเกงในสีฟ้าขาว
- ขอสารภาพก่อนเลยว่ามันเป็นความคิดสุดแสนจะสัปดนของผมเองเนื่องจากผมอยากให้ ฉากเปิดตัวของเรื่องนี้มีกลิ่นอายแบบการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ก็อยากให้มันเป็นฉากเปิดตัวที่แปลกและมีเอกลักษณ์ในตัวเอง ลงท้ายแล้วก็เลยกลายมาเป็นแบบที่ท่านได้อ่านกันนั่นแหละ ส่วนสาเหตุที่เลือกกางเกงในสีฟ้าขาวนั้นก็ไม่ใช่อะไรอื่น อย่างแรกก็คือมันเป็นสีธีมประจำตัวของเจเนซิส อย่างที่สองคือมันเป็นลายแรกที่ผมนึกถึงเวลาคิดถึงลายกางเกงในจากอนิเมะของ ญี่ปุ่น และอย่างสุดท้ายก็คือ มันเป็นสีที่สามารถเขียนกำกวมให้คนอ่านเข้าใจผิดนึกว่าเป็นท้องฟ้าได้นั่น เอง ผมถือว่าฉากเปิดเรื่องนี้เป็นความโรแมนติกแบบแปลกๆนะครับ เด็กชายหญิงที่พึ่งเจอกันครั้งแรก ฝ่ายชายก็ได้พบว่าฝ่ายหญิงใส่กางเกงในสีที่ตนชอบพอดิบพอดี น่ารักไหมละครับ?(ฮา)

2.ขนมปังหนึ่งแผ่น
- ฉากเปิดเรื่องมาตฐานในอนิเมะญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ ที่มักให้ตัวเอกคาบขนมปังวิ่งมาโรงเรียน ผมเลยเอามาดัดแปลงนิดหน่อยให้เป็นโดนแมวแย่งไปและวิ่งไล่แมวแทน

3.บลูทาวเวอร์
- เรื่องนี้ค่อนข้างเล่นกับสีฟ้าไม่ก็น้ำเงินซะเยอะ โรงเรียนในเรื่องก็เป็นแบบเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่เป็นหอคอยเพราะผมอยากให้รู้สึกถึงความสูงยาวของมันมากกว่าความ ใหญ่โต และผมเองก็อยากเขียนฉากบนดาดฟ้าด้วย ถ้าเป็นดาดฟ้าของโรงเรียนหรือปราสาทมันคงรู้สึกสูงไม่สะใจเท่าดาดฟ้าของ หอคอยแน่ๆ

4.ไชน์นิ่งสกาย
- แปลตรงตัวก็คงเป็น“ท้องฟ้าที่เปล่งประกาย”ชื่อเมืองในเรื่องจงใจตั้งให้ คล้องจองกับสภาพของโรงเรียนตัวเอก โรงเรียนที่มีลักษณะเป็นหอคอยสูงเสียดขึ้นไปบนฟ้าก็น่าจะมองเห็นทิวทัศน์ที่ ท้องฟ้าเปล่งประกายได้มากที่สุด ส่วนที่จงใจล้ออีกอย่างก็คงเป็นเรื่องสีฟ้าขาวนั้นแหละ เพราะไชน์นิ่งสามารถหมายถึงแสงสว่างได้ โดยภาพลักษณ์ของแสงสว่างก็คือสีขาว ส่วนสกายหรือท้องฟ้านั้น อิมเมจของมันก็คือสีฟ้านั่นเอง

5.Demonic Scratch
- ถึงชื่อจะดูแปลกๆเมื่อแปลแล้วได้ความหมายทำนองว่า“ข่วนปีศาจ”ก็ตาม แต่จงใจตั้งชื่อหลักสูตรให้มีตัวอักษรตัวแรกในคำตรงกับชื่อเรื่องครับผม (Dianthus Stage)

6.Drive Arms
- จริงๆตอนแรกจะตั้งชื่อมันว่า Drive Sword จะได้มีตัวอักษรตัวแรกของคำเหมือนกับชื่อเรื่อง แต่เนื่องจากถ้าใช้คำว่าSwordมันออกจะจำกัดไปนิดนึง เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็น Drive Arms

7.ไล่ตามแมวขึ้นต้นไม้
- ฉากเปิดเรื่องมาตฐานหรือฉากเปิดตัวละครที่มักจะเห็นบ่อยๆในอนิเมะญี่ปุ่น โดยฉากที่ว่าก็คือการตามไปช่วยแมวที่ติดอยู่บนต้นไม้นั่นเอง พอมาอยู่ในเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นปีนขึ้นต้นไม้ไปฟัดกับแมวแทนที่จะไปช่วย มันซะนี้

8.ต้นสนซีคัวญ่า
- หรือที่รู้กันในอีกชื่อว่าพันธ์เซียร่าเรดวู๊ด เพราะพบในบริเวณเทือกเขาเซียร่าเนวาด้า สาเหตุที่เลือกเจ้าต้นไม้ต้นนี้มาโผล่ในเรื่องก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่มันเป็นต้นไม้พันธ์ที่ใหญ่โตที่สุดในโลกเท่านั้นเอง อีกอย่างผมแอบรู้สึกว่าชื่อของต้นสนนี้เท่ไปอีกแบบด้วย

9.สาวสวยอันดับที่เจ็ดของบรรดานักเรียนปีหนึ่งที่เข้าใหม่
- ตำแหน่งที่เชนย่าตั้งให้กับลาปิส ตรงนี้จงใจล้อเรื่องตัวเลข เพราะเลขเจ็ดนั้นสัมพันธ์กับวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดซึ่งเป็นวันเกิดของลาปิส

10.God My Oh!
- คำอุทานที่เชนย่าใช้ในตอนที่1 มีที่มาจากคำอุทานเดียวกันในเรื่องแพนตี้สต๊อกกิ้งวิธกาเตอร์เบลของค่ายไกแน๊กซ์ครับผม

11.Dianthus
- ไดอาธัสหรือที่รู้จักกันในชื่อไทยว่าดอกผีเสื้อ ที่เลือกใช้ดอกไม้นี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในเรื่องและรวมถึงเป็นชื่อเรื่อง ก็เพราะว่าเป็นดอกไม้ที่มีอะไรหลายๆอย่างลงตัวอย่าคาดไม่ถึง เช่นตรงกับความหมายชื่อเล่นของผมที่แปลว่าผีเสื้อ ที่มาของชื่อดอกนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการและสุดท้ายก็คือชื่อในภาษาญี่ปุ่นของ มันก็คือดอกนาเดชิโกะ ซึ่งเป็นที่มาของอนิเมะเรื่องโปรดสุดๆของผมอย่างยานรบอวกาศนาเดซิโก้ด้วย

12.ดับเบิลเฮลลิกซ์
- หรือชื่อในภาษาอังกฤษDoubleHelix ความหมายของมันได้อธิบายในเรื่องเอาไว้แล้วแต่อยากจะเสริมสักนิดว่าตอนแรกผม ไม่คิดว่าจะให้ทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเหมือนกับเกลียวคู่ หรอกครับ แต่พอไปอ่านบทความเรื่องเกลียวมาและรู้ว่าแม้แต่เช็คสเปียร์ยังเอาไปใช้ ผมก็เลยตัดสินใจเลือกใช้เกลียวคู่นี้ทันที

13.กระจกหุง
- ภายใต้โลกสีฟ้ากับขาวที่เป็นฉากในห้องทดสอบของเจเนซิสนั้น การมีอยู่ของกระจกหุงที่หลากสีนับเป็นสิ่งประหลาดเลยทีเดียว แต่เพราะผมนึกภาพโบสท์ในยามค่ำคืนที่แสงส่องเข้ามาน้อยๆให้เป็นฉากห้องทดสอบ ของเจเนซิส ถ้าหากขาดกระจกหุงไปก็กะไรอยู่ บางทีกระจกหุงเหล่านั้นอาจจะใช้แทนความแปลกประหลาดและความสงสัยในใจของเขาก็ เป็นได้น่ะ

14.ค่าพายและไฟน์แมนพ๊อยส์
- ผมไม่เคยอ่านหนังสือฟิสิกค์ของไฟน์แมนรู้เรื่องเลยสักเล่ม แต่ถึงแบบนั้นก็ยังชอบซื้อมาอ่าน ที่ตัดสินใจให้ค่าพายที่แกะสลักในห้องจบลงที่ไฟน์แมนพ๊อยส์นั้น นอกจากจะงดงามแล้วยังเป็นการชื่นชมเขาทางอ้อมครับ ส่วนที่เลือกค่าพายก็คงเป็นเพราะมันเป็นจำนวนที่แปลกประหลาดและดูไม่สิ้นสุด ละมั้ง การประมวลผลหาขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเองก็ใช้การคำนวนหาค่า พายนี้เป็นตัววัด ค่าพายยังเชื่อมโยงกับอัตราส่วนเส้นรอบวงของวงกลมกับเส้นผ่าศูนย์กลาง ผมคิดว่าบางทีถ้าเรารู้ตำแหน่งสุดท้ายหรือจุดสิ้นสุดของมันได้ เราอาจจะสามารถทำลายสิ่งที่เรียกว่าอินฟินิตี้ได้นะ คิดแบบนั้นกันไหมครับ?

15.ร่างหมีแพนด้าของผ.อฟรีด้า
- จริงๆผมตั้งใจจะล้อหมีโมโนคุมะจากเกมดันกันรอนป้าที่มีสีขาวครึ่งตัวและสีดำ ครึ่งตัวและชอบจ้องมองจอมอนิเตอร์เหมือนๆกัน และเห็นว่าแพนด้ามันเอาไปเล่นต่อยอดมุขอื่นได้ด้วยก็เลยเลือกใช่ ว่าแต่ทุกคนเห็นด้วยกับแนวคิดของผ.อฟรีด้ารึเปล่าครับ? โลกนี้ไม่มีสีเทามีแต่ขาวและดำเท่านั้นแต่ว่าขาวกับดำนั้นมีอยู่ในตัวของ ทุกๆคนและทุกสิ่งทุกอย่าง มันแยกกันอยู่แต่ไม่หลอมรวมกัน?

16.ลูกแพนด้าน้อยลิงปิน
-แน่นอนว่าอันนี้จงใจล้อ แพนด้าหลินปิงครับ

17.ข้อสอบเข้าของโรงเรียนบลูทาวเวอร์
-เป็น ข้อสอบที่สุดแสนจะแปลกประหลาดที่สุดแล้ว สามารถเดาคำถามได้ทุกข้อและมีโอกาศที่จะถูกมากกว่าที่จะผิดทั้งๆที่เป็นแบบ สี่ตัวเลือก แตสุดท้ายก็มาหักหลังกันดังกร๊อบ เมื่อรู้ว่าเขาดูที่ไสตล์การกามากกว่าผลคะแนนที่ออกมา(ฮา)

18.แมวของชโรดิงเจอร์
-โดย เนื้อแท้แล้ว แมวของชโรดิงเจอร์ถูกคิดขึ้นเพื่อหักล้างสภาพที่“ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายจน กว่าจะเปิดกล่องออก”แต่ปัจจุบันสื่อหลายๆอย่างได้นำมันไปใช้และแมวของ ชโรดิงเจอร์ก็ถูกเปลี่ยนความหมายไปเป็น“สภาพที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายจนกว่า จะมีการตรวจวัด” น่าแปลกที่สุดท้ายหลักการนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งเดียวกับที่มันพยามจะหักล้าง ไปเสียแล้ว นี้คงเป็นตลกร้ายกระมัง?

19.The Shooting Star!
-ถ้า พูดถึงเกมRPGสำหรับผมแล้ว ผมชอบตระกูลเทลออฟสุดๆเลยน่ะ เพราะงั้นไม่แปลกที่เรื่องนี้จะใช้การร่ายเวทแบบเดียวกับตระกูลเทลออฟนั้นก็ คือการ“พรรณนาโวหาร”(ฮา) สำหรับเดอะชู๊ตติ้งสตาร์ เป็นเวทพื้นฐานโหลๆที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ เปรียบเหมือนกับท่ามาจินเคนในซี่รีย์เกมเทลออฟนั้นแหละ

20.1100
-ตัวเลขปริศนาที่ปรากฎออกมาตอนที่เจเนซิสเรียกDriveArms จริงๆมันเป็นเลขฐานสองครับผม

-------------------------------

Dianthus Break I End

Dianthus Stage [Stage2]

posted on 23 Mar 2011 22:44 by srwkung in Fiction

Stage 2 -น้องแมวในกล่องและไอ้แมวนอกกล่อง-

-------------------------------

มันเป็นทางเดินที่มืดมิดและมืดสนิท เจเนซิสไม่รู้เลยว่าเขาเดินหน้ามาได้นานเท่าไรแล้วแต่ที่แน่ๆ เขาอยู่ในมิติเวทมนต์อย่างแน่นอน เพราะถึงแม้รอบข้างจะมืดสนิทไม่เห็นหนทางใดๆทั้งตรงหน้าและโดยรอบ แต่ตัวของเขานั้นเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงสว่างไสวอยู่ในความมืดมิด ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าเขาต้องมนต์มิติของห้องทดสอบนี้อยู่ เวทที่จะไม่ทำให้เห็นสิ่งใดๆรอบตัวนอกจากสิ่งที่ผู้ร่ายเวทกำหนดเอาไว้เท่านั้น

“ถึงแล้วสินะ”เจเนซิสพึมพำออกมาเมื่อเขาเริ่มสังเกตเห็นแสงเล็กๆตรงหน้า และเมื่อเขาขยับร่างเข้าใกล้แสงนั่นเรื่อยๆ แสงนั่นก็ค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแล้วก็ใหญ่ขึ้นจนในที่สุดเขาก็สามารถที่จะสังเกตได้ว่า แสงที่เขาเห็นนั้นมีรูปร่างเป็นประตูไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาอยู่สักเล็กน้อย แสงเหล่านั่นล้วนแต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับความมืดสีดำที่เขาสังเกตเห็นอยู่ในห้องทดสอบก่อนที่จะเดินเข้ามา ราวกับว่าที่อยู่อีกด้านเป็นมิติอีกแห่งที่แตกต่างออกไปและเหมือนจะมีอะไรสักอย่างรอคอยเขาอยู่ในนั้น ซึ่งเจเนซิสก็สามารถรู้ด้วยตนเองได้อีกทันทีและว่า อีกฝากของแสงสีขาวนั้นจะต้องเป็นบททดสอบรอคอยให้เขาไปเผชิญหน้ากับมันอยู่แน่ๆ

“เป็นไงเป็นกันละ!”ว่าแล้วเจเนซิสก็กัดฟันก้าวเท้าเข้าไปในกรอบแสงนั่นทันที เมื่อเท้าของเขาก้าวผ่านไปความรู้สึกที่สัมผัสได้จากปลายเท้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ ตอนเขาเดินอยู่ในความมืดสีดำ เขารู้สึกว่าพื้นห้องที่เขาเหยียบอยู่มีอะไรบางๆนุ่มๆรองรับอยู่ตลอดเวลาที่ก้าวเท้า สิ่งนั้นมันบางเสียจนเขากลัวว่าถ้าเขาทิ้งน้ำหนักที่เท้าลงไปมากเกินไปในตอนที่เดิน เท้าของเขาจะเหยียบทะลุสิ่งเหล่านั้นและเขาก็จะตกลงจมหายลงไปในทะเลแห่งความมืดที่อยู่เบื้องล่าง

แต่ความรู้สึกที่ปลายเท้าตอนปัจจุบันนี้มันไม่ใช่ มันเป็นสัมผัสที่แข็งและมั่นคงราวกับว่าเขาเหยียบลงบนพื้นอาคารที่ปูด้วยกระเบื้องอย่างดี ไม่ขรุขระซ้ำยังเรียบลื่นกดน้ำหนักเท้าลงไปได้เต็มเท้าอีกต่างหาก ซึ่งก็ไม่ใช่แค่พื้นที่เปลี่ยนไปแต่สภาพรอบตัวของเจเนซิสหลังก้าวเข้ามาในแสงแล้วมันก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดต่างหาก

ตอนนี้เขาอยู่ในห้องขนาดใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นห้องโถงขนาดย่อมๆก็ว่าได้ เพดานห้องเป็นกระจกหุงหรืออีกชื่อหนึ่งคือกระจกสี ที่มักใช้ตกแต่งและประดับประดาตามโบสท์ ส่วนชิ้นกระจกที่ประดับตามเพดานห้องนี้นั้น เป็นกระจกที่มีโทนสีออกไปทางน้ำเงินไม่ก็สีฟ้า แต่ที่น่าแปลกก็คือกระจกเหล่านั้นมุงไม่เต็มเพดาน แต่กลับปล่อยบางจุดให้โหว่เอาไปเป็นรูวงกลม ซึ่งนั้นก็ทำให้มีแสงสีขาวลอดส่องลงมาทางรูโหว่ แสงสีขาวที่ตัดกับเพดานกระจกสีฟ้า ทำให้บรรยากาศภายในโถงนี้ดูลึกลับปนสว่างไสว ฝาข้างของห้องโถงนี้ก็ก่อด้วยอิฐสีขาวอมน้ำเงิน เมื่อรวมกับแสงที่ลอดส่องมาในห้องตามรูที่มีไม่มากก็ทำให้บรรยากาศในห้องชวนอึมครึ้มปนเศร้าและแฝงไปด้วยบรรยากาศเร้นลับ ที่ราวกับว่าเราสามารถสัมผัสความแปลกประหลาดที่แสนจะผิดแปลกได้ทุกๆฝีก้าวที่ขยับย่างเท้าและเคลื่อนตัวไปในห้อง

เถาวัลย์สีเขียวขึ้นเลื้อยตามเสาค้ำที่ถูกสลักลวดลายแปลกๆ ลวดลายที่ว่านั้นไม่ใช่การแกะสลักเสาให้โค้งเว้าหรือต่อเติมรูปร่างต่างๆเข้าไป แต่เป็นการแกะสลักตัวเลขเรียงกันไปมาตั้งแต่หัวเสาวนลงมาจนจรดท้ายสุดของเสาค้ำ และลากยาวรอยแกะสลักจากปลายของเสาด้านหนึ่งไปยังปลายขอบของเสาอีกต้นหนึ่ง แล้ววนขึ้นไปที่เสานั้น วนไปจนจรดขอบเพดานและก็ลากยาวรอยแกะสลักจากบนสุดของเสาผ่านเพดานที่เป็นกระจกหุงไปยังเสาอีกต้นที่อยู่ตรงข้าม

อันที่จริงเมื่อถึงเพดานแล้ว จะเรียกว่าแกะสลักก็ไม่ถูกนักหรอก น่าจะเรียกว่าขูดกระจกหุงหลากสีเป็นตัวเลขเสียมากกว่าและแน่นอนว่าเมื่อขูดสีที่เติมแต่งกระจกให้สวยงามออกไป ที่เหลืออยู่ก็จะมีแค่แผ่นกระจกใสๆซึ่งให้แสงสว่างสามารถส่องลอดเข้ามาได้ นอกจากรูกลมๆแล้ว ในห้องนี้ยังมีแสงที่ถูกฉายเป็นตัวเลขเรียงกันส่องเข้าสู่พื้นห้องเพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนที่ลึกที่สุดของห้องนั้นเป็นกระจกหุงที่ถูกนำมาติดไว้เต็มฝาห้องด้านใน แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกที่สุดคงต้องเป็น ผนังด้านในสุดทำมาจากกระจกหุงหลากสีมากกว่า ตรงๆใกล้ๆกับฝากระจกมีแท่นหินอยู่หนึ่งแท่น โดยเหนือแท่นนั้นมีกล่องสีน้ำตาลวางเอาไว้อยู่ เจเนซิสคาดการณ์ได้ทันทีเลยว่า ในกล่องนั้นต้องมีบททดสอบที่เขาตามหาอยู่แน่ๆ

“เป็นสถานที่ที่ดูสงบ แต่ว่ากลับรู้สึกว่ามันแปลกแล้วก็ลึกลับอย่างบอกไม่ถูกยังไงไม่รู้”นี้คือประโยคแรกที่ออกมาจากปากของเจเนซิส ในยามที่เขาได้จ้องมองทัศนียภาพรอบๆตัวในห้องโถงนี้ สายตาของเขาเลื่อนไปมาตามผนังห้อง ฝาด้านใน เพดานห้อง ที่พื้น ก่อนจะวกกลับมาที่ผนังห้องอีกทีเขาชำเลืองและมองสำรวจสถานที่เหล่านี้ด้วยสายตาที่ทอประกายอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กๆ

เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เจเนซิสตัดสินใจชำเลืองมองไปที่ตัวเลขสลักที่เรียงรายเป็นแถวยาวเหล่านั้น เขาอยากรู้เหลือเกินว่าจำนวนอะไรมันถึงเยอะได้ใจขนาดนี้ถึงขั้นเอามาไล่เขียนเรียงตามเสาตามหลังคาได้ติดต่อกันเป็นสิบเป็นร้อยตัว จำนวนที่มากขนาดนี้มันจะมีสักกี่จำนวนกันเชียวนะ

“0631 อะไรกันเนี่ย?”เด็กหนุ่มพึมพำขณะอ่านตัวเลขที่ถูกสลักไว้ตรงพื้นซึ่งอยู่ใต้เท้าของเขา ตัวเลขที่ต่อจาก1ที่เขาเห็นก็คือก็คือ5ติดกันสองตัวและตามด้วย8 แต่ดูเหมือนเจเนซิสจะรู้สึกคุ้นเคยกับจำนวนพวกนี้อยู่บ้าง เขาเลยตัดสินใจไล่สายตาไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดที่รอยแกะสลักตัวเลขเหล่านั้นสิ้นสุดลง หลังจากกวาดสายจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบนไปได้สักพัก เขาก็เห็นว่ารอยแกะสลักนั้นสิ้นสุดลงบริเวณมุมห้องโถงด้านในสุดนั่นเอง โดยรอยแกะสลักเหล่านั้นถูกแกะให้จบลงตรวหน้าของแท่นหินที่มีกล่องสีน้ำตาลวางเอาไว้อยู่ด้านบน

เมื่อเจเนซิสก้าวยาวไปจนถึงบริเวณตำแหน่งที่พอจะมองตัวเลขเหล่านั้นชัด เขาก็อ่านตัวเลขที่เรียงรายยาวติดต่อกันในแถวสุดท้ายนั้นออกมา

“999999 นี้มัน 9ทั้งหมด6ตัวแล้วรูปแบบการเรียงเลขก่อนหน้า หรือว่าตัวเลขที่สลักเอาไว้ทั้งหมดนี้จะเป็นค่าพาย? แล้วก็ไล่มาจนถึงไฟน์แมนพ๊อยส์?”เจเนซิสพูดถึงสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา หลังจากใช้หัวสมองพิจารณาข้อมูลทั้งหมดที่เห็น

ไฟน์แมนพ๊อยส์ก็คือตำแหน่งที่ใช้เรียกตัวเลข9เรียงกันทั้งหมด6ตัว ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ปรากฎอยู่ในค่าพายโดยเริ่มในตำแหน่งที่762ไปถึงตำแหน่งที่767

“ถ้าจำไม่ผิด ค่าพายก็คืออัตราเส้นรอบวงกับเส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมนี้น่า แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบททดสอบละเนี่ย”เจเนซิสตั้งข้อสงสัยในขณะที่เดินเข้าไปใกล้แท่นหินนั่น เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นก็ทำให้เขาสังเกตเห็นว่า เจ้ากล่องสีน้ำตาลที่ว่า มันมีการสั่นดุกดิกๆซะด้วย หรือว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในกล่อง อะไรบางอย่างที่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือว่าในกล่องนั้นจะใส่สิ่งมีชีวิตเอาไว้?

“เมี้ยว~~”

“หา?”เจเนซิสทำหน้าอึ้งสุดขีดเมื่อได้ยินเสียง“เมี้ยว”ปริศนาที่ดังขึ้นมา เมื่อรวมกับการเห็นกล่องสั่นดุกๆดิกๆด้วยแล้วยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเสียง“เมี้ยว”ปริศนานี้ต้องดังออกมาจากกล่องสีน้ำตาลนั่นแน่ๆ

“เอาเถอะ แค่ห้องแปลกๆนี้ก็พอแล้วละ มันคงไม่มีอะไรประหลาดๆกว่านี้โผล่มาอีกแล้ว”เจเนซิสเอ่ยพึมพำก่อนจะขยับเท้าเข้าไปใกล้กล่องใบนั้น

-------------------------------

ขณะเดียวกัน ในห้องแสงสลัวสีฟ้าอีกห้อง ซึ่งไม่ใช่ห้องแบบทดสอบที่เจเนซิสกำลังเผชิญอยู่ อะไรบางอย่างกำลังจับจ้องไปที่ข้างฝาด้านในสุดของห้องนี้อย่างออกรส ข้างฝาที่พูดถึงนั้นมีจอมอนิเตอร์รวมนับสิบถูกแปะติดประดับเอาไว้ที่ฝานั้น ภาพในจอมอนิเตอร์แต่ละจอก็ฉายเหตุการณ์และสถานที่แตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำแบบกัน แต่สิ่งที่เหมือนจะเป็นจุดรวมของทุกจอภาพเห็นจะเป็น ภาพในจอทุกจอต้องมีภาพเด็กนักเรียนของโรงเรียนบลูทาวเวอร์ประกอบอยู่ด้วย นี้คงจะเป็นจอที่จับภาพเหล่านักเรียนที่กำลังเข้ารับการทดสอบอยู่แน่ๆ

แกร็ก เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบาๆ สิ่งที่จับจ้องจออยู่เปลี่ยนความสนใจจากมอนิเตอร์ไปยังประตูห้องที่อยู่อีกฝากในทันที

“อ้าว อาจารย์เกรย์เองรึค่ะ”เสียงใสเจื้อยแจ้วเหมือนเสียงของเด็กสาวในวัยประถมดังขึ้นถามอาจารย์ร่างกายสูงใหญ่กำยำผิวคล้ำและมีแผลเป็นอยู่ทั่วตามตัว น่าเสียดายทั้งๆที่ดูสมชายชาตรีขนาดนี้แล้วแต่อาจารย์คนนี้เนื้อในกลับเป็นเกย์คิงล่ำบึ้กไปเสียได้

“ครับ ท่านผู้อำนวยการว่าแต่ว่า เปลี่ยนร่างอีกแล้วรึครับ?”

“ทำไมล่ะ น่ารักดีออกไม่ใช่รึ? แกร๊กๆ” ไอ้เสียงแกร็กที่โผล่ขึ้นมาประกอบตรงท้ายประโยคนั้น เป็นเสียงของอะไรสักถูกกัดแทะดังแกร็กๆ ร่างของสิ่งที่อาจารย์เกรย์เรียกว่า“ผู้อำนวยการ”กำลังใช้มือนั่งแกะปล่องสีเขียวๆยาวๆแล้วดึงเอาไส้ในสีเหลืองๆในปล่องนั้นมาเคี้ยวกินอย่างออกรสจนเกิดเสียงดัง แกร๊กๆ ไอ้ปล่องที่ว่าก็คือต้นไผ่ และไอ้สิ่งที่กินไผ่จนเกิดเสียงดังแกร็กๆนั้นก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง เมื่อรวมกับคำว่าน่ารักแล้วล่ะก็ทำให้สามารถอนุมานออกมาได้ทันทีเลยว่า ท่านผู้อำนวยการแห่งโรงเรียนบลูทาวเวอร์นาม“ฟรีด้า พันซ์โค๊ท”คนนี้กำลังอยู่ในร่างหมีแพนด้านั่นเอง

“ท่านผู้อำนายการ เล่นใช้เวทจำแลงร่างแบบนี้ไม่กลัวพลังเวทจะหมดหรอกรึครับ?”เกรย์เอ่ยถามในขณะที่ใช้สายตานิ่งๆจ้องมองไปที่หมีแพนด้าตัวจ้อยบนเก้าอี้หนังขนาดใหญ่ที่กำลังนั่งแทะไผ่กินอย่างสบายอารมณ์

“ตรงกันข้ามเลยนะ สำหรับฉันแล้ว การนั่งกินนอนกินกักเก็บพลังเวทไปเรื่อยๆโดยไม่ใช้ออกมามันจะทำให้เป็นผลเสียซะเปล่าๆ ใครจะเหมือนอาจารย์เกรย์ละค่า~ กักเก็บพลังเวทไปเท่าไรก็ไม่เป็นพิษต่อร่างกายนิน่า”หมีแพนด้าหรือผ.อฟรีด้าเอ่ยตอบกลับมา ถ้าลองสังเกตดูดีๆแล้วจะเห็นว่าแพนด้าตัวนั่นไม่ได้ขยับปากพูดเลยสักนิด แต่เสียงใสๆเหมือนเด็กๆนั้นดังออกมาจากร่างของแพนด้าเสมือนกับว่ามันเป็นลำโพงเสียงไม่ก็ปาน เธอคงใช้เวทมนต์ในการส่งเสียงออกมาแทนการบังคับให้แพนด้าพูดแน่ๆ แต่อันที่จริงถึงจะพยามให้แพนด้าพูดออกมาก็ปล่าวประโยชน์ เพราะอวัยวะที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์และสัตว์ย่อมไม่เหมือนกันและถึงเหมือนกัน รูปร่างลักษณะโครงสร้างของอวัยวะเหล่านั้นย่อมต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะงั้นต่อให้จะพยามให้แพนด้าขยับปากเท่าใดก็ไม่สามารถทำให้มันเปล่งเสียงแบบมนุษย์ออกมาได้ อย่างมากที่สุดก็แค่บังคับให้แพนด้าขยับปากและใช้เวทส่งเสียงออกมา แต่ผ.อ ฟรีด้ารู้ว่าถึงทำไปอาจารย์เกรย์ก็คงไม่ได้ตื่นเต้นหรือตกอกตกใจ แถมมันยังจะเป็นการเพิ่มภาระทำให้สิ้นเปลืองพลังเวทซะเปล่าๆอีก ผลลัพท์ก็เลยกลายเป็นแบบที่ทุกคนได้เห็น ก็คือแค่ส่งเสียงผ่านเวทมนต์ออกมาเฉยๆ

“เข้าใจแล้วครับ ว่าแต่ ทำไมถึงเป็นแพนด้าล่ะ?”อาจารย์เกย์ล่ำเอ่ยถามคำถามต่อไป ดูเหมือนว่าหมีแพนด้าตัวนั้นจะชะงักเล็กน้อยก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงผ.อฟรีด้าดังตอบออกมาว่า

“ก็ตอนนี้ประเทศนี้กำลังฮิตกันอยู่ไม่ใช่เหรอ เอ ชื่ออะไรนะ? ออ จำได้แล้ว ลูกแพนด้าน้อย ลิงปินใช่มะ?”

“เหตุผลแค่นั้นเองเหรอครับ?”อาจารย์เกรย์ยังไม่เลิกซัก เขารู้ดีว่าผ.อฟรีด้าเป็นคนที่ทำอะไรมีลับลมคมในเสมอๆ การกระทำของเธอมักจะตั้งอยู่ในหลักของเหตุและผล ถึงบางอย่างจะดูไร้สาระ แต่ก็มักจะมีนัยยะแปลกๆแฝงอยู่เอาไว้เสมอ

“ก็ ยังมีอีกเหตุผลน่ะ เพราะว่าแพนด้ามันเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงโลกใบนี้ได้ดีที่สุดยังไงล่ะ”ผ.อฟรีด้าในร่างแพนด้าตอบอาจารย์ล่ำกลับพร้อมกับหยิบไผ่ก้านยาวออกมาจากด้านหลัง ทั้งๆที่ดูจากขนาดของปล่องไผ่ที่แสนจะยาวเหยียดแล้ว ไม่น่าจะเก็บไว้ที่ด้านหลังของแพนด้าได้เลยแท้ๆ แสดงว่าผ.อฟรีด้าต้องใช้เวทมนต์เสกไผ่ขึ้นมาแน่ๆ แต่ก็น่าแปลกตรงที่ ทีตอนจะพูดไม่ทำให้เนียนโดยการให้แพนด้าขยับปาก แต่ครั้นไอ้ตอนหยิบไผ่ขึ้นมากิน ทำไมต้องทำให้เนียนโดยการล้วงมือไปข้างหลังด้วยละนั่น นี้คงเป็นนัยยะแปลกๆที่ทำให้ไม่ค่อยมีใครสามารถที่จะเข้าใจการกระทำของผ.อฟรีด้าได้

“หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ?”ไม่ใช่แค่อาจารย์เกรย์ที่สงสัย คาดว่าทุกคนที่ได้ยินประโยคนี้ก็คงสงสัยกันหมดนั่นแหละ

“อืม จะอธิบายยังไงดีล่ะ? เอางี้ อาจารย์เกรย์ คุณคิดว่าโลกนี้มีสีขาวหรือดำล่ะ?”ผ.อฟรีด้าถามกลับไป นี้คงจะเป็นวิธีการเริ่มต้นอธิบายในแบบของเธอสินะ

“มีสีเทาครับ มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนมีความดีและความเลวเจือปนด้วยกันทั้งนั้น”อาจารย์เกรย์เอ่ยตอบกลับมาทันทีหลังจากที่ได้ยินคำถาม ตามหลักจิตวิทยาแล้วคำพูดที่พูดออกมาทันทีแสดงว่าผู้พูดต้องมีความมั่นใจไม่ก็ต้องออกมาจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง เหมือนกับเวลาที่กาข้อสอบ คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวมักจะเป็นคำตอบที่ใช่

“แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ ฉันคิดว่าโลกนี้นะมีแค่สีขาวกับดำ ต่อให้มนุษย์จะมีทั้งความดีที่เปรียบเสมือนกับสีขาวและความชั่วที่เปรียบเหมือนกับสีดำแต่ฉันคิดว่าทั้งหมดนั้นก็ไม่หลอมรวมกัน แต่ถูกแบ่งแยกไว้ในตัวเป็นสัดส่วนแล้วก็ชัดเจน เหมือนลายขาวดำของหมีแพนด้านี้ไงล่ะ”นี้คือคำตอบจากผ.อฟรีด้า เมื่อได้ยินดังนั้นอาจารย์เกรย์จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ลองเป็นแบบนี้แล้วหากจะถกเรื่องแนวนี้กับผ.อต่อละก็ ผ.อจะลากหัวข้อสนทนาให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆจนกู้ไม่กลับ เมื่อลองชั่งใจถึงการซักถามอันไร้สาระที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้ อาจารย์เกรย์เลยตัดสินใจเอ่ยเปลี่ยนประเด็นหัวข้อสนทนาดีกว่า อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องมานั่งทนฟังผ.อฟรีด้าพูดให้ยืดยาว

“ว่าแต่ กำลังดูการทดสอบของเด็กนักเรียนปี1อยู่เหรอครับ?”

“อืม ปีนี้ก็มีเด็กที่น่าสนใจสุดๆอยู่หลายคน น่าสนใจนิดๆอยู่พอควร และไม่น่าสนใจเลยอยู่ค่อนข้างเยอะ ก็เหมือนๆกับทุกปีนั่นและ”ผ.อฟรีด้าในคราบหมีแพนด้าเอ่ยตอบก่อนจะหมุนเก้าอี้หนังกลับไปอีกด้านและกลับไปจ้องบรรดาจอมอนิเตอร์จำนวนมากที่แปะเอาไว้ที่ข้างฝา

“น่าสนใจสุดๆของผ.อ ผมไม่ค่อยอยากรู้เท่าไรหรอกครับ เอาเป็นว่า น่าสนใจนิดๆนี้พอจะยกตัวอย่างให้ดูสักคนได้ไหมครับ?”อาจารย์เกรย์ถามพร้อมกับขอให้ผ.อยกตัวอย่างให้ฟัง ดูเหมือนแพนด้าจะเลิกกินไผ่ชั่วครู่แล้วกวาดสายตามองไปที่จอมอนิเตอร์จำนวนมากและหยุดที่จอ จอนึง ซึ่งภาพในจอเป็นห้องทดสอบที่มีลักษณะเหมืองห้องโถงประดับประดาไปด้วยกระจกหุง และเด็กในจอก็คือเจเนซิส อาร์คไอร์ม

“เด็กคนนี้ ถ้าจำไม่ผิด เจเนซิส อาร์คไอร์มสิน่ะครับ ที่ทำข้อสอบเข้าได้แปลกประหลาดจนผ.อยังตกใจ”อาจารย์เกรย์เอ่ยออกมาช้าๆราวกับกำลังไล่ทวนความจำในหัวของตัวเองอยู่ เนื่องจากอาจารย์เกรย์เป็นอาจารย์ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาระเบียบของโรงเรียนบวกกับนิสัยเจ้าระเบียบของเจ้าตัวทำให้อาจารย์เกรย์สามารถจดจำรายชื่อนักเรียนในโรงเรียนนี้ได้ภายในเวลาไม่นานและลืมเลือนได้ยาก ถึงจะเป็นนักเรียนที่พึ่งเข้ามาใหม่อย่างเจเนซิสก็เถอะ

“อืม ฉันถูกใจเด็กนี้ตรงเป็นไม่กี่คนที่จับเคล็ดข้อสอบเข้าที่นี้ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่จะจับได้ อาจารย์เกรย์คงรู้สินะคะ? เคล็ดที่ฉันพูดถึงคืออะไร?”ว่าแล้วแพนด้าก็หันมาทำตาแป๋วๆใส่อาจารย์เกย์ล่ำ นี้ถ้าเป็นร่างคนก็คงเป็นการส่งสายตามีเล่ห์มีนัยมาให้ แต่ในเมื่ออยู่ในร่างแพนด้ามันก็ทำได้แค่ส่งสายตาน่ารักแอ๊บแบ๊วงุงิมาให้เท่านั้น

“ครับ ข้อสอบเข้าที่นี้จะเป็นข้อสอบแบบปรนัยทุกข้อแบบสี่ตัวเลือก ข้อที่ถูกจะมีความสัมพันธ์กับโจทย์ไม่ทางใดก็ทางนึง เช่นข้อสอบคณิตศาตร์ คำตอบจะมีความเกี่ยวข้องกับตัวเลขที่ถามในโจทย์ ถ้าไม่ใช่เอามาบวกลบคูณหารกัน ก็เป็นรากที่สอง รากที่สามของตัวเลขในโจทย์ ประมาณนั้น”อาจารย์เกรย์เอ่ยตอบคำถามออกมาอย่างเรียบๆ เมื่อพูดจบแล้วผ.อฟรีด้าจึงเสริมต่อขึ้นมาทันทีว่า

“วิชาอื่นๆเช่นสังคมก็จะเป็นสถานที่ใกล้ๆกันบ้าง ไม่ก็ตัวอักษรนำหน้าเหมือนกัน ข้อสอบทุกข้อ ทุกวิชาเราออกแบบนี้เหมือนๆกันหมด ส่วนตัวเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่จะไปกันคนละทิศคนละทางกับคำตอบเลย เรียกได้ว่าถ้าไม่รู้คำตอบแต่ลองนั่งนึกเอาข้อที่น่าจะใช่ที่สุดยังไงก็ต้องตอบถูก แต่น่าเสียดายที่เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดว่าใครผ่านไม่ผ่านไม่ได้อยู่ที่คะแนนที่ตอบถูก รู้สินะค่ะเกณฑ์ที่ใช้วัดของที่นี้คืออะไร อาจารย์เกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟ?”

การที่ผ.อฟรีด้าจงใจเรียกชื่อเต็ม หรือเรียกชื่อพร้อมกับนามสกุลของคู่สนทนา คนที่สนิทสนมกับผ.อจะรู้ได้ทันทีเลยว่าเธอมีนัยยะแฝงที่น่ากลัวซ่อนเร้นอยู่ และไอ้เรื่องเกณฑ์ที่ใช้วัดว่านักเรียนคนใดสอบเข้าที่นี้ผ่านไม่ผ่านเองก็เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นความลับสุดยอดของโรงเรียนนี้อย่างหนึ่งด้วย

“ครับ เกณฑ์ก็คือเลือกตามใจผ.อฟรีด้า พันซ์โค๊ท”อาจารย์เกรย์ตอบออกมาสั้นๆ เหมือนเขาจะแอบเห็นแพนด้าตรงหน้ายิ้มอยู่ แต่แพนด้ายิ้มไม่ได้นิน่า อันที่จริงก็คือแพนด้าตรงหน้ากำลังยกไผ่ขึ้นมาแทะต่างหากเลยทำให้เห็นเป็นว่ามันยิ้มให้

“ถูกต้องค่า~”เสียงแอ๊บแบ๊วดังกลับออกมาทันทีหลังจากอาจารย์เกรย์เอ่ยตอบ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเบาๆแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเซ็งๆว่า

“ถามจริงเถอะนะครับ ผ.อไม่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับเด็กนักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงๆแต่ไม่ถูกเลือกบ้างเลยหรือครับ?”นี้เป็นคำถามที่อาจารย์เกรย์อยากจะซักถามผ.อคนนี้มานานแสนนาน ถ้าต้องการจะเลือกตามใจแบบนี้จะจัดให้มีการสอบเข้าไปทำไม?

“หืม ไม่นิ เพราะฉันเองก็มีเกณฑ์ที่ใช้ประเมินเป็นมาตฐานของตัวเองอยู่เหมือนกัน นี้ๆอาจารย์เกรย์ ฉันรู้นะค่ะว่าคุณรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แน่ละ ใครๆก็คงรู้สึกว่าวิธีการคัดกรองนักเรียนแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกันทั้งนั้น แต่ถ้าฉันบอกแบบนี้ไปล่ะ?”

แพนด้าส่งสายตาหงอยๆมาทางอาจารย์เกรย์ แต่อาจารย์เกย์ล่ำคนนี้ล่วงรู้ได้ว่า ภายในตัวของแพนด้า หรือร่างจริงของผ.อฟรีด้านั้น กำลังยิ้มหยั่งเชิงให้เขาอยู่

“นี้อาจารย์เกรย์ คิดว่าหน้าที่ของโรงเรียนนี้คืออะไรค่ะ? คัดกรองและฝึกฝนบุคลากรที่จะเป็นผู้ทำลายความชั่วร้ายจากอีกภพที่เรียกกันว่าปีศาจสินะ คุณคิดว่าเหล่าปีศาจซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึกของมนุษย์จะต้องใช้คนแบบไหนจัดการกันล่ะ? ฉันเชื่อว่าหนามหยอกก็ต้องเอาหนามมาบ่ง เช่นเดียวกัน การจะปราบสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกก็ต้องใช้มนุษย์ที่เหนือสามัญสำนึกด้วย”แพนด้ายังคงแทะไผ่ไปเรื่อยๆในขณะที่เสียงของผ.อดังออกมาไม่ขาดจังหวะ น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนกับว่าน้ำเสียงเด็กๆที่ได้ยินเมื่อก่อนหน้านั้นจะถูกเจือด้วยอารมณ์รุนแรงลงไป ทำให้โทนเสียงของน้ำเสียงหวานๆดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าตัว แต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และความหวานจากน้ำเสียงได้อย่างดิบดีเหมือนเดิม

“เด็กนักเรียนที่ทำข้อสอบกาผิดหมดทุกข้อ ทั้งๆที่ความน่าจะเป็นมีน้อยแสนน้อย และข้อสอบก็ช่วยขนาดนั้นแท้ๆ ไม่คิดว่าเด็กคนนี้มีอะไรบางอย่างที่เหนือสามัญสำนึกจากเด็กนักเรียนทั่วไปเหรอคะ? ทั้งเด็กที่ทำข้อสอบได้ครึ่งนึงแป๊ะๆก็ดีหรือเด็กที่กาตัวเลือกแบบเดียวกันทุกข้อหรือที่เรียกว่าทิ้งดิ่งลงมาหมดก็ดี พวกเขาอาจจะไม่ตั้งใจ อาจจะจงใจ แต่ว่านะ ฉันคิดว่าการที่มีเด็กนักเรียนที่กล้าเอาการสอบเข้ามาล้อเล่นแบบนี้ ฉันคิดว่านักเรียนคนนั้นมีคุณสมบัติที่จะต่อกรกับเหล่าปีศาจนะค่ะ”นี้คือเหตุผลจากผ.อฟรีด้า พันซ์โค๊ทผู้อำนวยการของโรงเรียนบลูทาวเวอร์ เมื่อได้ยินดังนั้นอาจารย์เกรย์จึงยิ้มจางๆออกมาแล้วถอนหายใจเบาๆก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

“สมเป็นผ.อดีนิครับ”

“แหม่ ฉันก็เป็นตัวของตัวเองแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ อาจารย์เกรย์ ถึงข้อสอบเข้าจะเป็นแค่การวัดและการคัดกรอง แต่ว่าขั้นตอนที่เปรียบเสมือนการร่อนทองน่ะ มันก็คือการทดสอบนี้ต่างหาก มาจับตาดูกันเถอะคะ! ว่าจะได้เห็นอะไรสนุกๆจากเหล่าดอกไม้ที่ยังไม่บานกันบ้าง?”ผ.อฟรีด้าเอ่ยสรุปก่อนจะทอดสายตากลับไปยังบรรดาจอมอนิเตอร์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

-------------------------------

“อะไรกันเนี่ย แกเองเหรอ แล้ว โผล่มาในห้องนี้ได้ยังไงละเนี่ย?”เจเนซิส อาร์คไอร์มกำลังเซ็งสุดๆ ตอนแรกเขากำลังลุ้นอย่างตื่นเต้นว่าในกล่องสีน้ำตาลนั่นจะมีอะไรอยู่ข้างในแต่เมื่อเปิดออกมาแล้วพบกับเจ้าแมวเหมียวสีขาวที่มีจุดสีส้มประปรายบนตัว กำลังเลียแข้งเลียขาตัวเองเพื่อทำความสะอาดร่างกาย ความตื่นเต้นของเจเนซิสก็พลอยลดต่ำลงมา และเมื่อจำได้ว่ามันเป็นเจ้าแมวบ้าที่แย่งขนมปังที่เป็นมื้อเช้าของเขาไป ความตื่นเต้นก็ลดต่ำจนกลายเป็นค่าติดลบหรือก็คือความตื่นเต้นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเบื่อเซ็งนั้นเอง

เจ้าแมวบ้านี้คงไม่เกี่ยวอะไรกับบททดสอบแน่ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเจเนซิสเลยปิดกล่องสีน้ำตาลที่บรรจุเจ้าเหมียวอยู่ข้างในลงช้าๆและทำให้กล่องมันกลับอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่เขาจะเปิดต่อจากนั้นจึงกวาดสายตามองไปรอบๆห้องเพื่อตามหาบททดสอบที่เขาต้องเผชิญ

แต่ไม่ทันไร หลังจากเจเนซิสปิดกล่องนั่นลงแล้วเดินผละจากบริเวณแท่นหินไปได้ไม่ถึงสองสามก้าว จู่ๆก็เกิดเสียงดังเปรี้ยะๆขึ้นนานประมาณสิบถึงสิบห้าวินาที ซึ่งเสียงที่ว่านั้นเจเนซิสได้ยินมาจากทางด้านหลังของตนเอง เมื่อเขาหันกลับไปดูก็พบว่า กล่องสีน้ำตาลที่เขาพึ่งจะปิดลงและมีเจ้าแมวน้อยอยู่ข้างใน บัดนี้มันก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมไม่ได้เคลื่อนไปไหน สิ่งที่เพิ่มเข้ามาเห็นจะมีแต่เอฟเฟ็คประกอบเช่นกลิ่นเหม็นไหม้ และควันสีเทาๆที่ลอยขโมงออกมาจากในกล่อง

“ไฟฟ้าช็อตเหรอ? เดี้ยวสิ เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”เจเนซิสตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับรีบย่างเท้าเดินกลับไปดูกล่องสีน้ำตาลนั่น แต่เมื่อขยับขาไปได้แค่ก้าวเดียว เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างของเขาถูกตรึงเอาไว้ให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ขาทั้งสองข้างของเขารู้สึกชาแข็ง แม้แต่แขนของเขาเองก็รู้สึกเฉกเช่นเดียวกันกับขา ก่อนที่เจเนซิสจะได้ยินเสียงดังก้องไปทั่วห้องโถงแห่งนี้ว่า

[ผู้รับการทดสอบ เจเนซิส อาร์คไอร์ม นี้คือการทดสอบของเจ้า จงตอบคำถามพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลและวิธีการคิดมา คำถามมีอยู่ว่า “แมวในกล่องยังมีสถานะเป็นหรือตาย?”]

“หา?”เจเนซิสอดจะแปลกใจกับปัญหาพิลึกพิลั่นนี้ไม่ได้ นี้นะเหรอแบบทดสอบของเขา ในระหว่างที่กำลังมึนงงอยู่นั้นเอง ขาและแขนของเขาก็หายจากอาการชาแข็งกลับมาเป็นปกติดังเดิม แต่บริเวณโดยรอบแท่นหินตรงหน้าของเขาอันเป็นที่ตั้งของกล่องสีน้ำตาลเงื่อนไขในคำถามนั้น กลับมีสนามพลังใสสีม่วงอ่อนปกคลุมเอาไว้อยู่ เมื่อเจเนซิสลองเคลื่อนตัวไปใกล้ๆสนามพลังนั้นแล้วใช้มือแตะสัมผัสสนามพลังเบาๆ ก็ปรากฎว่าสัมผัสที่รู้สึกได้ไม่ต่างอะไรจากการจับอิฐก้อนแข็งๆเลยแม้แต่น้อยซ้ำร้ายเจเนซิสยังไม่สามารถยื่นมือผ่านเข้าไปในสนามพลังได้ ท่าทางมันคงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เจเนซิสเข้าใกล้กล่องแล้วเปิดมันดูได้สินะ

-------------------------------

“นี้มันแมวของชโรดิงเจอร์งั้นเหรอครับ?”อาจารย์เกรย์เอ่ยถามออกมาเมื่อเห็นคำถามและสถานการณ์ที่เจเนซิสประสบพบเจอจากทางจอมอนิเตอร์ในห้องของผ.อฟรีด้า

“ไม่หรอกค่ะ แค่คล้ายแต่ว่าไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะมีจุดร่วมบางอย่างเหมือนกันก็ตาม แมวของชโรดิงเจอร์น่ะถือกำเนิดมาจากทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัม ในเรื่องของฟิสิกส์ควอนตัมนั้นอนุภาคจะไม่สามารถระบุค่าที่แน่นอนได้ สามารถระบุได้แค่ความน่าจะเป็นของมันเท่านั้น ความน่าจะเป็นที่จะมีอยู่และความน่าจะเป็นที่จะไม่มี ความน่าจะเป็นที่จะมีชีวิตหรือความน่าจะเป็นที่มันจะตายแล้ว ในทางฟิสิกส์ควอนตัมปรากฎการณ์ใดๆก็จะอยู่ในลักษณะนี้ถ้ามันยังไม่ถูกตรวจวัดออกมา แต่แมวของชโรดิงเจอร์เป็นการทดลองสมมุติที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อแย้งกับหลักการข้อนั้น ก่อนที่เราจะเปิดกล่องเพื่อทำการตรวจวัดเราไม่รู้ว่าแมวในกล่องยังมีสถานะมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้วทำให้เชื่อว่าแมวในนั้นมีได้ทั้งสถานะที่ยังมีชีวิตอยู่และสถานะที่ตายแล้ว แต่ในความเป็นจริง แมวในกล่องไม่ได้มีสถานะแบบนั้น มันต้องยังมีชีวิตอยู่ไม่ก็ตายไปแล้วไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง การตรวจวัดไม่ใช่สิ่งที่จะมากำหนดว่ามันยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปแล้ว อะ นี้แค่พูดให้เข้าใจคร่าวๆนะคะ”ผ.อฟรีด้าเอ่ยคำอธิบายที่เหมือนกับนั่งฟังเลคเชอร์วิชาวิทยาศาตร์อย่างย่อๆออกมา น่าเสียดายที่เธออยู่ในร่างหมีแพนด้าเพราะมันทำให้ดูตลกพิลึกเมื่อเห็นหมีแพนด้ามาพูดถึงเรื่องฟิสิกค์ควอนตัม

“พอจะเข้าใจครับ แต่ว่าการทดสอบนี้มันแตกต่างจากการทดลองของชโรดิงเจอร์ตรงไหนละครับ? เราไม่รู้ว่าแมวในกล่องจะเป็นหรือตายเหมือนกันนิครับ?”นี้เป็นคำถามต่อมาที่อาจารย์เกรย์ยิงถามซึ่งผ.อฟรีด้าก็รีบอธิบายต่อทันทีเลยว่า

“ต่างกันสิ ในการทดลองของชโรดิงเจอร์น่ะ เขาสมมุติให้มีเงื่อนไขคือขวดยาพิษ,ค้อนและอนุภาคอัลฟา เมื่อมีอนุภาคอัลฟาที่ถูกปล่อยออกมาหลังจากนิวเครียสตัวหนึ่งจากแหล่งกำเนิดสลายตัว ค้อนก็จะตกลงมาทุบขวดยาพิษจนแตกและแมวในกล่องก็จะได้รับสารพิษจนตาย ซึ่งความน่าจะเป็นในทุกๆวินาทีที่จะมีอนุภาคอัลฟาปล่อยออกมาโดนค้อนนั้นอยู่ที่50ต่อ50 ความเป็นความตายของแมวจะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถบอกหรือทายได้เลยจากด้านนอกกล่อง การเอาแมวของชโรดิงเจอร์มาเปรียบเทียบนั้นจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อเราไม่รู้และคาดเดาสภาพและสื่งที่จะเกิดในกล่องไม่ได้เลยไม่ก็มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นพอๆกันจนไม่สามารถที่จะตัดสินได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความเป็นและความตายนั้นอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง แต่การทดสอบที่เด็กคนนี้กำลังเจอมันไม่ใช่ เขาได้ยินเสียง,ได้เห็นควันที่ลอยออกมาจากกล่องแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ ถ้าสามารถคาดเดาสภาพข้างในได้จากภายนอกกล่องแล้วล่ะก็ แมวก็ไม่อยู่ในสถานะทั้งมีชีวิตอยู่และทั้งตายแล้วหรอกเพราะมันจะไม่เป็น50ต่อ50แต่มันจะกลายเป็น60ต่อ40หรือ70ต่อ30ไปแทน”

“ออ แบบนี้นิเอง ผ.อคิดว่าเด็กคนนั้นจะตอบว่าอะไรล่ะครับ?”อาจารย์เกรย์ที่สามารถเข้าใจนัยยะที่ซ่อนอยู่ในการทดสอบแล้วหันไปถามความเห็นจากผ.อที่อยู่ในคราบของหมีแพนด้า

“ถ้าเป็นฉันล่ะก็ คงจะตอบไปว่าแมวตายไปแล้ว เพราะหลักฐานเห็นอยู่ตำตา แต่ถ้าเป็นเด็กคนนี้ก็ อืม ไม่รู้สินะ แม้แต่ตอนที่ทำข้อสอบเข้าที่นี้ยังจงใจทำให้ได้คะแนนครึ่งนึงพอดิบพอดีเสียด้วย ไม่รู้ว่ามองเคล็ดออกหมดและจงใจทำให้ได้แค่นี้หรือว่ามองเคล็ดออกแค่ครึ่งเดียวกันแน่ แต่ถึงคำตอบจะมีได้แค่สองตัวเลือกแต่กระบวนการคิดที่นำไปสู่คำตอบของเด็กคนนี้นิแหละที่น่าจับตายิ่งกว่าคำตอบเสียอีก”ผ.อฟรีด้าเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมาพร้อมกับจับจ้องมองหน้าจอแบบไม่ให้ละสายตากันเลยทีเดียวราวกับว่าถ้าเกิดเธอเผลอกระพริบตาเพียงสักครั้งเดียวล่ะก็จะพลาดช็อตเด็ดๆไปหลายช็อตเลยไม่ก็ปาน

-------------------------------

“คำตอบเหรอ ก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ เจ้าแมวบ้านั่นไม่ตายง่ายๆหรอก!”เจเนซิสตระโกนตอบออกมาพร้อมกับเดินเข้าไปประชิดสนามพลังก่อนจะเริ่มทุบแล้วตามด้วยถีบใส่สนามพลังสีม่วงอ่อนเพื่อหวังจะทำลายหรือทำให้มันแตกออก แต่ก็ดูถ้าจะไม่ได้ผลเลยสักนิดแฮะ

[เจ้ายังไม่ได้อธิบายเลยว่าทำไมถึงตอบแบบนั้น?]

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เจเนซิสตอบคำตอบออกไปแล้วแต่ว่าคำตอบนั้นยังไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุวิธีคิดและที่มาของคำตอบ เปรียบกับการทำข้อสอบก็คงเห็นจะเป็นการเขียนคำตอบมาให้แต่ก็ไม่ยอมแสดงวิธีทำมาด้วย

“เหตุผลง่ายๆ ฉันได้ยินแต่เสียงแต่ก็ไม่ได้เห็นกับตาว่ากล่องนี้ถูกไฟฟ้าช็อต ถึงจะเห็นควันลอยออกมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ แต่กล่องนั้นยังอยู่ในสภาพเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เราไม่รู้ว่าแมวข้างในจะเป็นยังไงก็จริงและสภาพแวดล้อมก็ชวนให้เชื่อว่าแมวน่าจะตายไปแล้วแน่ๆเพราะว่ากล่องเองก็ไม่ได้ขยับเขยือนเหมือนตอนที่ฉันสังเกตเห็นในตอนแรก แต่ว่า ฉันเชื่อว่าไอ้เจ้าแมวบ้าที่หนีฝีเท้าฉันได้แถมยังกระโดดปีนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีทางที่จะมาตายเพราะโดนไฟช็อตหรอกน่า!”นี้คือเหตุผลของเจเนซิส ช่างง่ายและไม่ซับซ้อนอะไรเลย เขาหักล้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเชื่อมั่นที่อยู่ในจิตใจของตนเอง ถ้ามองเห็นจุดที่ไม่น่าเชื่อถือหรือคลุมเครือในสภาพแวดล้อม ก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น

เป็นคำตอบที่ทำให้อาจารย์เกรย์ถึงกับถอนหายใจก่อนจะตามมาด้วยการยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองในทันที

“ถึงจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์แต่สุดท้ายก็มาจากความเห็นของตัวเองอยู่ดี ตอนจะไปพิสูจน์ปีศาจทำแบบนี้คงจะสรุปคดีหรือชี้ตัวปีศาจผิดแน่ๆ ปล่อยผ่านไปแบบนี้จะดีรึครับผ.อ?”นี้เป็นคำถามที่อาจารย์เกรย์ซักถามกับผ.อฟรีด้า

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะอาจารย์เกรย์ ข้อมูลที่ให้มาคลุมเครือแบบนี้ถ้าจะให้ตอบถูกสมใจคุณต้องตอบว่าแมวในกล่องตายไปแล้วสินะคะ แต่อีกแง่มุมเอง อาจารย์เกรย์อาจจะถูกสภาพแวดล้อมหลอกให้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นก็ได้นะคะ จริงอยู่ว่าการอิงสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงแล้วเอาไปตอบเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ว่าฉันเองก็คิดว่าถ้าเกิดข้อมูลและสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ได้มาคลุมเครือแล้วล่ะก็ การเชื่อในความคิดตัวเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดก็เป็นแนวคิดที่ถูกต้องเหมือนกันนะคะ อย่างน้อยๆก็ไม่โดนการสร้างสถานการณ์หรือว่าการจัดฉากหลอกเอาได้ หึหึหึ ฉันคิดว่ามันน่าสนุกดีนะที่มีเด็กแบบนี้เข้ามาเรียนในโรงเรียนน่ะ นี้แหละค่ะคือสิ่งเหนือสามัญสำนึกที่ฉันอยากจะเห็น DriveArmsน่ะการที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ เจ้าของต้องมีความยึดมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ การทดสอบนี้เองก็เป็นการทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อต้องการที่จะตามหาสิ่งที่ยึดมั่นเหล่านั้นไม่ก็ทำให้เหล่าเด็กนักเรียนผู้หลงทางเข้าใจในตัวเองกันมากขึ้น บางคนเองก็ยึดมั่นในความสมบูรณ์พร้อม บางคนยึดมั่นในความสามารถของตน ส่วนเด็กที่ชื่อเจเนซิสคนนี้ก็คงเป็น”เสียงของแพนด้าหยุดกึกไปเมื่อเธอสังเกตเห็นจากจอว่าระบบของห้องทดสอบยอมรับคำตอบของเจเนซิสและให้เขาผ่านเรียบร้อย มันไม่มีถูกหรือผิดในการทดสอบขอแค่มีความมั่นใจและมีความเป็นเหตุเป็นผลพอ ระบบก็จะยอมรับในคำตอบและก็จะให้ผ่านในที่สุด

เมื่อม่านพลังสีม่วงอ่อนที่คอยกั้นกลางเจเนซิสกับกล่องอยู่เลือนหายไป ทำให้เจเนซิสสามารถวิ่งเข้าไปเปิดกล่องสีน้ำตาลนั่นได้และสิ่งที่เขาได้พบเมื่อเปิดกล่องออกมาดูก็คือ

“เมี้ยว!!!”การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบของเจ้าแมวเหมียวสีขาวที่มีจุดสีส้มประปรายบนตัวบังเกิดขึ้นเมื่อเจเนซิสเปิดกล่องสีน้ำตาลนั้นออกมา เจ้าแมวน้อยปรากฎโฉมออกมาในสภาพที่สีหน้าเดือดดาลสุดๆ มันพุ่งกระโจนขึ้นมาตวัดขาด้านหน้าข่วนใส่ใบหน้าของเจเนซิสทันที

“โอ้ย! ทำอะไรของแกน่ะ! คนอุตสาห์ช่วยแท้ๆ”แน่นอนว่าเจเนซิสที่โดนทำคุณบูชาโทษใส่ย่อมต้องโมโหเป็นธรรมดา บนใบหน้าของเขานั้นมีรอยข่วนแดงๆอยู่สามสี่รอยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าฉงนสนเทศเหลือเกินเพราะในช่วงเวลาเพียงพริบตา เจ้าแมวน้อยสามารถข่วนใส่หน้าเจเนซิสได้ถึงสามสี่แผล เจเนซิสรีบเอามือทั้งสองข้างขึ้นมาจับแผลที่หน้าทันที แต่ว่าในตอนนั้นเองเจ้าแมวน้อยก็กระโดดออกจากกล่องและวิ่งหนีหายไปเสียแล้ว

“ดะ เดี้ยวสิ!”เจเนซิสหันควับตามหลังเจ้าแมวนั้นไปแต่ก็ต้องแปลกใจที่พบว่าเขามองไม่เห็นแมวตัวนั้นเสียแล้ว ทั้งๆที่ห้องโถงนี้ก็ไม่ได้กว้างใหญ่มากแท้ๆ แต่เขากลับมองหาเจ้าเหมียวตัวนั้นไม่เจอแฮะ

ขณะเดียวกันเหตุการณ์ที่เจเนซิสโดนเจ้าเหมียวข่วนหน้านี้นั้น ผ.อฟรีด้าเองก็ได้เห็นจากทางจอมอนิเตอร์เช่นกันแน่นอนว่าเธอเองก็อดขำกับสิ่งที่เห็นนี้ไม่ได้ ส่วนทางด้านอาจารย์เกรย์นั้นกลับทำตรงกันข้ามดูเหมือนเขาจะเหนื่อยหน่ายใจกับสิ่งที่เห็นถึงขั้นพึมพำออกมาเบาๆว่า“ช่างไม่สมชายเอาเสียเลย”

“ห้องทดสอบนี้น่ะ จริงๆแล้วก็มีพื้นฐานมาจากจิตใจของผู้เข้ารับการทดสอบนั่นแหละ ทั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบเอย หรือบรรยากาศในห้องทดสอบเองก็ด้วย ที่แมวในกล่องยังไม่ตายเพราะเจเนซิสไม่คิดว่ามันจะตาย ถ้ามีความมั่นใจในความคิดของตัวเองล่ะก็ บททดสอบอะไรต่อมิอะไรในห้องนี้ก็จะสามารถฝ่าฟันไปได้ง่ายๆ ถ้ามีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองทุกๆสถานการณ์ละก็นะ?”แน่นอนว่าผ.อฟรีด้าแอบหยอดท้ายไว้แบบมีเล่ห์นัย์แบบนี้แสดงว่าการแสดงของเจเนซิสยังไม่จบ การแสงที่ชื่อว่าบททดสอบ เขาพึ่งจะเครียล์ไปได้แค่ส่วนเดียวเท่านั้นคือส่วนของปัญหายังเหลือในส่วนของการต่อสู้กับปีศาจจำลองอยู่ที่ยังต้องประสบพบเจอ

ปีศาจจำลองก็คือปีศาจสมมุติที่ถูกสร้างขึ้นจากเวทมนต์ ในห้องทดสอบนี้ปีศาจจำลองจะเป็นเหมือนกลุ่มก้อนเวทมนต์ผสมผสานกับจิตใต้สำนึกของผู้เข้ารับการทดสอบ แน่นอนว่ารูปร่างก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่คนรวมถึงความเก่งกาจเองก็ด้วย แม้จะมีเพดานความสามารถไม่เกินจากที่เวทมนต์บังคับได้กำหนดเอาไว้แล้วก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเก่งกาจของปีศาจจำลองที่สุดก็คือ ความเข้มแข็งของจิตใจ

เจเนซิสเองก็จำเรื่องที่ตัวเองค้นคว้ามาก่อนจะเข้าทดสอบได้แม่น เขายืนรออยู่ ณ ตำแหน่งเดิมและสังเกตถึงทุกๆการเคลื่อนไหวรอบๆตัว ถ้าปีศาจจำลองจะโผล่ออกมา จะมาจากทางไหนกันนะ?

เพล้ง! เสียงกระจกแตกดังขึ้นมารบกวนสมาธิของเจเนซิส เขาหันควับไปทันทีและก็ได้เห็นว่ากระจกหุงที่อยู่ด้านบนเพดานนั้นแตกออกและร่วงหล่นลงมาสู่พื้นพร้อมกับการปรากฎตัวของร่างสีดำอันไม่น่าพึงประสงค์ ร่างสีดำนั่นไม่ใช่อะไรอย่างอื่นนอกจากไอ้สิ่งแบบเดียวกับที่รบกวนสมาธิของเจเนซิสไปเมื่อสักครู่ นั่นก็คือแมว

แต่เจ้าแมวตัวนี้ออกจากประหลาดอยู่สักหน่อย นั่นก็เพราะว่ามันมีขนาดที่ใหญ่โตมากกว่าแมวทั่วๆไป โตในระดับที่ว่าใหญ่กว่าเสือเสียอีก แทบจะเป็นแมวตัวยักษ์ที่มีความสูงราวๆสามเมตรเห็นจะได้ มองจากรูปร่างของมันแล้วมันเป็นแมวดำแน่นอนไม่มีผิดเพี้ยน แต่ฟันและเล็บของมันนั้นยาวยื่นและคมกริบ คมในชนิดที่ว่าการข่วนเบาๆของมันสามารถเฉือนร่างของเจเนซิสออกเป็นสี่ส่วนได้แบบสบายๆ และจุดที่แตกต่างอย่างใหญ่หลวงอีกอย่างก็เห็นจะเป็น ดวงตาของเจ้าแมวยักษ์ซึ่งเป็นสีแดงก่ำทั้งนัยน์ตา ส่วนตาดำนั้นก็แสนจะพิลึกพิลั่นไม่แพ้กันเพราะตาดำแทนที่จะเป็นวงกลมเหมือนปกติกลับกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าไปเสียนี้

น่าเสียดายที่เราคงไม่ได้เห็นเจเนซิสยืนอึ้งได้นานนักเพราะว่าเจ้าแมวดำยักษ์กระโจนพุ่งเข้ามาใส่เจเนซิสทันที ทำให้เขาต้องทำการหลบหลีกโดยการกระโจนหลบออกไปด้านข้างตัว เพราะถ้ายังคงยืนอึ้งและอยู่เฉยต่อไปเขาคงจะตัวขาดเป็นแน่แท้

เจเนซิสรู้จักดวงตาแบบนั้นดี เขาเคยเห็นดวงตาแบบนั้นในตำราเรียน ตาขาวเป็นสีแดงส่วนตาดำเป็นทรงสามเหลี่ยมนั้นคือดวงตาเฉพาะของเหล่าปีศาจ ศัตรูที่เขาต้องพบเจอในภายภาคหน้า ซึ่งไอ้เจ้าตัวที่เขาเผชิญหน้าอยู่นี้นั้น แม้จะเป็นปีศาจจำลองที่ไม่มีพลังอำนาจเหมือนปีศาจจริงๆก็ตาม แต่ว่ารูปร่างลักษณะของมันก็ถูกสร้างขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับของจริงมากที่สุดเช่นกัน

“ดะ เดี้ยวสิ! DirveArmsก็ยังไม่ได้! หรือว่าต้องปราบเจ้านี้ให้ได้โดยไม่มีDirveArms?”เจเนซิสที่เริ่มลนลานเพราะพึ่งเคยเข้าต่อสู้กับศัตรูเป็นครั้งแรกกำลังทำการคิดหาทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ น่าแปลกที่เสียงเตือนบอกรายละเอียดการทดสอบเมื่อสักครู่กลับไม่ดังขึ้นมาเลย ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะหนีไปเรื่อยๆหรือจะลองเสี่ยงร่ายเวทเพื่อจู่โจมใส่มันดี

ในที่สุดเจเนซิสก็สามารถตัดสินใจได้เมื่อเห็นการโจมตีรอบที่สองของแมวดำ เจเนซิสจำเป็นต้องเลือกสวนตอบโต้มันทันควัน เพราะว่าเจ้าแมวดำยักษ์ตัวนี้มันไวยิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก เจเนซิสที่ยังไม่ทันจะลุกยืนขึ้นดีก็ต้องรีบกระโจนหลบการพุ่งใส่รอบที่สองของแมวดำเสียแล้ว ตอนนี้แผนคร่าวๆในหัวของเจเนซิสได้ถูกสมองร่างขึ้นมา เขาควรโจมตีให้มันชะงักชะงั้นน่าจะได้ผลดีกว่าวิ่งหนีหลบไปรอบๆแบบนี้

เมื่อตัดสินใจได้เจเนซิสจึงยื่นมือขวาออกไปในขณะที่กำลังชันตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะเริ่มร่ายประโยคออกมาทันที

“เหล่าแสงดาวที่ส่องประกายบนฟากฟ้า จงมาสถิตที่มือข้า รวบรวมประกายที่สุกสกาวน้อยใหญ่ทั้งหลาย ให้เป็นพลังแสงพิฆาตศัตรูตรงหน้าให้มลายสิ้นไป The Shooting Star!”ในระหว่างที่กล่าวร่ายมนต์นั้น แสงสีขาวจากทั่วทุกสารทิศในห้องต่างพากันพุ่งเข้ามารวมกัน ณ บริเวณปลายฝ่ามือขวาของเจเนซิส มันค่อยๆหลอมรวมกันเป็นลูกบอลแสงสีขาว และเมื่อเจเนซิสร่ายจบและประกาศนามมนตราออกไป ลูกบอลแสงสีขาวนี้ก็พุ่งทะยานออกไปข้างหน้า และอัดกระแทกใส่ร่างแมวดำตรงหน้าทันที เกิดควันขโมงฟุ้งตลบไปทั่วอาณาบริเวณ เจเนซิสยังคงไม่ลดมือลงและเพ่งสายตาจ้องไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับเริ่มลุ้นในใจว่าเวทที่ร่ายไปมันจะได้ผลหรือไม่

และคำตอบก็คือไม่ แมวดำตัวนั้นกระโจนออกมาจากควันหนาทีบ พุ่งเตรียมตะปบเล็บใส่เจเนซิส โชคดีสุดๆที่เด็กหนุ่มไหวตัวได้ทัน กลิ้งหลบกงเล็บได้อย่างฉิวเฉียด แต่สุดท้ายมันก็แค่นั้นเพราะเจเนซิสใช้โชคหมดไปกับการหลบครั้งนี้ ทำให้การจู่โจมต่อเนื่องรอบที่สองจากแมวดำเขาหลบไม่พ้น นั้นก็คือการใช้ขาหน้าที่ใหญ่ยักษ์ของมันปัดกระแทกใส่ร่างของเจเนซิส

“อ้าก!!!”เด็กหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อถูกแมวยักษ์ตัวนั้นปัดใส่ซะจนร่างของตัวเขาปลิวกระแทกติดข้างฝา ในขณะที่เจเนซิสกำลังอยู่ในวิกฤติ หมีแพนด้าที่เฝ้าดูสถานการณ์นี้จากจอมอนิเตอร์ดูจะชอบอกชอบใจสุดๆแฮะ

“เจ้าหนูที่ชื่อเจเนซิสนี้เซนต์ไม่เลวเลยนะ แต่ใช้เวททั้งทีน่าจะเอาให้ประทับใจกว่านี้หน่อยนะ ดันใช้Shooting Starอภิมหาเวทสุดแสนจะธรรมดาและพื้นๆแบบนั้น มันเอาปีศาจจำลองในนี้ไม่ลงหรอก แต่ฉันเองก็หวังว่าจะได้เห็นเธอจับเคล็ดการทดสอบนี้และเรียกDriveArmsออกมาได้น่า”และนี้ก็คือคำพูดของผ.อฟรีด้าที่ดูจะสนุกสนานกับเหตุการณ์นี้เหมือนกับดูรายการเกมโชว์ในทีวีไม่ก็ปาน

“เหมือนผ.อกำลังสนุกอยู่บนความทุกข์ของเด็กนักเรียนนะครับ”อาจารย์เกรย์ผู้ซึ่งเป็นเกย์ล่ำเอ่ยตัดมุขผ.อแพนด้าออกมาเรียบๆ

กลับมาทางด้านเจเนซิส ดูเหมือนว่าแมวดำตัวนั้นมันจะยังไม่พุ่งจู่โจมเข้ามาทันที มันค่อยๆย่างก้าวอย่างสุขุมช้าๆมาที่เขา เหมือนกับพฤติกรรมของเสือ ในตอนที่กำลังจะเดินเข้ามาแทะกินเหยื่อที่มันไล่ต้อนจนหมดแรงล้มลง

“(นะ นี้จะสอบตกแค่นี้เหรอเนี่ย)”เจเนซิสคิดขึ้นมาในใจในระหว่างที่กำลังแซะตัวเองออกจากกำแพง เขารู้ว่านี้เป็นการทดสอบยังไงเขาก็ไม่ตายแน่นอน แต่ไอ้ความเจ็บปวดพวกนี้มันเป็นของจริงนะสิ เขาต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้วไม่งั้นเขาคงไม่สามารถปราบเจ้าแมวดำตัวนี้ได้อย่างแน่นอน

“(คิดสิ เจเนซิสคิด เวทเอามันไม่ลง จริงอยู่ว่าการที่ใช้เวทที่แรงกว่าShooting Starอาจจะพอได้ผลกับมันบ้าง แต่มันเสียเวลาร่ายนานไปไม่ทันความเร็วของมันแน่ๆ เด็กนักเรียนที่เข้าสอบเกือบครึ่งยังใช้เวทกันไม่คล่อง เพราะงั้นไม่น่าจะเป็นการให้ใช้เวทสังหารมัน น่าจะเกี่ยวพันกับการเรียกใช้DirveArmsมากกว่า แต่ว่า ยังไงล่ะ?)”แม้แต่ในตอนที่ตัวของเจเนซิสอยู่ห่างจากแมวดำแค่ไม่กี่สิบก้าวเขายังคงนึกไม่ออก

“การทดสอบแก้ปัญหาของเราเป็นแมวของชโรดิงเจอร์ เราให้คำตอบว่ามันยังไม่ตายเพราะว่าเราเชื่อว่าไฟฟ้าแค่นั้นทำอะไรเจ้าแมวบ้าตัวนั้นไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าการทดสอบนี้ออกแบบมาให้คล้ายๆกับตอนสอบเข้าล่ะก็ ทุกปัญหาย่อมต้องเชื่อมโยงกันอยู่ แต่ว่าปัญหาที่ทุกคนเจอไม่น่าจะเหมือนกันรวมถึงคำตอบด้วย แสดงว่าสิ่งที่เชื่อมโยงกันก็น่าจะเป็นวิธีการหาคำตอบไม่ก็เหตุผลของคำตอบ อะ หรือว่า จริงสิ ใช่แล้ว!”วินาทีที่เจเนซิสหัวปิ้งเจ้าแมวตัวนั้นก็เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดสุดๆจนสามารถยกขาหน้าขึ้นมาตะปบเขาได้ และดูเหมือนมันก็ไม่รอช้าที่จะยกขึ้นมาตะปบซะด้วย แต่ก็เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เมื่อขาหน้าของเจ้าแมวตัวนั้นถูกหยุดชะงักเอาไว้กลางอากาศพร้อมกับที่มือขวาของเจเนซิสส่องประกายแสงสีฟ้าจางๆออกมา เจ้าแมวดำรีบกระโดดถอยหลบฉากออกมาทันที มันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสัตว์ทุกตัวรวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ที่มักจะกลัวในสิ่งที่แปลกประหลาดและตัวเองไม่รู้จัก

“คำตอบของการต่อสู้กับปีศาจจำลองนี้คือการเรียกDirveArmsออกมา สิ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการปราบปีศาจของเหล่าเด็กนักเรียนผู้ทำหน้าที่พิสูจน์ปีศาจ มันคืออาวุธที่หลอมรวมซึ่งเอกลักษณ์ของผู้ถือและสุดยอดศาสตรา ไม่ใช่ว่าการทดสอบครั้งนี้จะทำให้ได้DirveArmsมาใช้ แต่ว่าDirveArmsนั้นมีอยู่แล้วในตัวทุกคนต่างหาก ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจวิธีการดึงDriveArmsออกมาใช้แล้ว!”เจเนซิสประกาศก้องออกมาพร้อมๆกับที่พื้นและเพดานห้องโถงแห่งนี้เริ่มสั่นระรั่วราวกับที่พื้นเกิดแผ่นดินไหว เพียงพริบตาต่อมาเหล่ากระจกหุงบนเพดานและกระจกหุงที่ประดับประดาไว้ที่ข้างฝาด้านในสุดของห้องโถงก็แตกกระจายออกจนหมด ทำให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาสร้างความสว่างไสวไปทั่วห้อง ซึ่งแสงอาทิตย์ก็ช่วยทำให้บรรยากาศในห้องโถงที่ดูลึกลับและน่าพิศวงหายไปแทบจะในทันที

และแน่นอนอีกเช่นกันว่าเหตุการณ์อึ้งๆแบบนี้ หมีแพนด้าหรือผู้อำนวยการฟรีด้าที่นั่งดูอยู่นั้นก็อดที่จะคอมเมนทร์ขึ้นมาไม่ได้ว่า

“ชักอยากจะเพิ่มระดับความน่าสนใจให้แล้วสิเนี่ย นอกจากจะเรียกออกมาได้ยังเข้าใจคอนเซ็ปส์ของDirveArmsได้ถูกต้องอีกด้วย เนื้อแท้แล้วสิ่งนี้ไม่ใช่อาวุธแต่เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจ คนที่มีแนวโน้มจะมีสิ่งเหล่านี้ได้ต้องเป็นคนที่มีอะไรเหนือสามัญสำนึกกว่าคนทั่วไป เพราะนั่นหมายความว่าตัวตนของคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่าเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ ถ้ายิ่งแตกต่างมากเท่าใดก็จะสามารถสร้างDirveArmsที่ทรงพลังและมีลักษณะเฉพาะตัวได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นเองสภาพของห้องทดสอบก็เป็นสภาพที่เกิดมาจากจิตใจของผู้เข้ารับการทดสอบ ในตอนแรกที่เข้ามาในห้อง ในใจของเจเนซิสเต็มไปด้วยความสงสัยทั้งห้องก็เลยตกอยู่ในสภาพและบรรยากาศสลัวๆมองเห็นอะไรไม่ชัด แต่ตอนนี้เขามีความมั่นใจสุดขีดประกอบกับเข้าใจเรื่องDriveArmsได้เองอย่างทะลุปรุโปร่ง ความไม่มั่นใจสลัวๆนั้นก็เลยพลันเปลี่ยนแปลงไปเป็นความมั่นใจสุดขีดที่เหมือนแสงสว่างแรงกล้ายังไงล่ะ~”

กลับมาทางด้านของเจเนซิส บัดนี้แสงสว่างที่ส่องประกายที่มือขวาของเขาได้จางลงไปเกือบหมดแล้วแต่ทว่ามือขวาของเจเนซิสยังถูกปกคลุมไปด้วยสีฟ้าอ่อนๆอยู่ นั้นไม่ใช่แสงสว่าง แต่แสงสว่างสีฟ้าที่ส่องประกายเมื่อสักครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นผ้าสีน้ำเงิน ผ้าที่ปกคลุมมือและนิ้วของเขาเอาไว้ทุกส่วนไม่เหลือช่องว่างให้ผิวหนังได้เผยออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอก ผ้าที่ถูกมนุษย์ตั้งชื่อตั้งนามให้ว่าถุงมือ

ถุงมือสีฟ้านั้นมีลวดลายประกอบเป็นดาวหกแฉกสีฟ้าที่ใสสว่างกว่าสีฟ้าที่เป็นสีพื้นของถุงมืออยู่ตรงตำแหน่งด้านหลังมือ แสงที่ส่องประกายที่มือขวาของเจเนซิส ในตอนนี้เหลือแต่เพียงดาวหกแฉกเท่านั้นที่ยังคงส่องประกายสว่างไสววูบวาบอยู่

เจเนซิสยื่นมือขวาที่มีถุงมือประหลาดนั้นสวมใส่อยู่ออกไปตรงหน้าก่อนจะเอ่ยไปว่า

“ที่นี้เป็นมิติเวทมนต์เสมือนที่ใช้จิตใจของฉันเป็นพื้นฐานในการสร้างขึ้นมา อีกนัยหนึ่งก็คือDriveArmsที่ได้รับจากการทดสอบที่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจฉันเหมือนกัน ดูเหมือนว่าDriveArmsของฉันจะเป็นจิตใจที่เชื่อมั่นในการมีชีวิตสินะ”

“หะ หา? ไม่ใช่จิตใจดื้อรั้นที่คิดเข้าข้างตัวเองหรอกเหรอคะ?”ผ.อฟรีด้าที่จ้องมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับตกอกตกใจที่ตัวเองคาดเดาผิดไปถนัด ว่าแต่ว่า ผ.อคิดว่าเจเนซิสเป็นคนดื้อรั้นและชอบคิดเข้าข้างตัวเองหรอกเหรอเนี่ย?

“อะไรล่ะ ไม่เข้ามารึ? ถ้างั้นล่ะก็ฉันขอลุยละนะ!”เจเนซิสคำรามก่อนที่จะเกิดแสงสว่างวาปขึ้นที่มือขวาของเขา แสงสว่างที่วาบขึ้นมานั้นได้สร้างตัวเลข1100สีขาวขึ้นมากลางอากาศ ก่อนที่ตัวเลขเหล่านั้นจะหลอมหลวมกันเป็นหนึ่งเดียวและสร้างศาสตราเฉพาะตัวของเจเนซิสขึ้นมา คมสีฟ้าที่เปล่งประกาย กั่นสีเทาที่แหลมคม และด้ามสีขาวที่ดูแข็งแรง ผิวและลวดลายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องจักรกล ดาบมือเดียวที่มีความยาวประมาณครึ่งตัวของเจเนซิสได้ถูกสร้างขึ้นจากแสงสว่างวาปชั่วพริบตานั้น

เจเนซิสกำดาบเล่มนั้นแน่นก่อนจะชี้ดาบไปที่แมวดำเป็นการเชื้อเชิญให้มันบุกจู่โจมเข้ามา และก็ดูเหมือนว่ามันจะรับคำท้าเสียด้วย เจ้าแมวดำตัวนั้นแยกเขี้ยวออกมาพร้อมกับกระโจนเข้ามาใส่เจเนซิสโดยยกขาหน้าข้างหนึ่งยื่นออกมาด้านหน้าตัวเอง โดยเจ้าแมวดำหวังจะใช้ประโยชน์จากร่างกายที่ใหญ่โตกว่าของมันเล่นงานใส่เจเนซิส

แต่สุดท้ายเหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปตามที่มันคิด เมื่อเจเนซิสตวัดดาบออกไปตามแนวขวาง ประกายสีฟ้าสว่างก็แวบออกมาเมื่อเขาทำการสะบัดดาบออกไป ดาบมือเดียวเล่มนั้นฟาดปะทะกับขาหน้าที่ยื่นออกมาของแมวดำ โดยไปสัมผัสกับเล็บยาวที่แหลมคมของมันก่อให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีดังแสบแก้วหูขึ้นเพียงชั่ววินาที ก่อนที่แมวดำจะดึงกระชากขาหน้าของมันถอยร่นกลับไปทันที

“คมประกายแห่งความหวังจงมารวมตัวกัน ณ ที่นี้!”เจเนซิสร่ายมนต์ในขณะที่ง้างดาบเตรียมจะฟันใส่เจ้าแมวดำซ้ำ คำพูดของเขาเปรียบเสมือนวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่ชักนำแสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่รอบๆตัวนั้นมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง แสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาในโถงเริ่มหมุนวนและเคลื่อนตัวจนสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเข้ามาจับตัวและเคลือบกันที่ผิวใบดาบของเจเนซิส บัดนี้ใบดาบสีฟ้าของเขาได้ถูกเคลือบไปด้วยสีขาวจางๆ

“ไม่ผิดแน่ นั้นน่าจะเป็นเวทเฉพาะของDriveArms ยามที่สามารถเรียกDriveArmsออกมาได้ ความรู้ความสามารถและวิธีใช้งานDriveArmsทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดเข้าสู่หัวของผู้ใช้ แน่นอนว่ารวมถึงเวทมนต์ประจำอาวุธของDriveArmsด้วย”ผ.อฟรีด้าเอ่ยอธิบายออกมา ถึงจะเป็นเรื่องที่ทั้งเธอและอาจารย์เกรย์ต่างล่วงรู้มาก่อนอยู่แล้ว แต่การพูดเน้นย้ำออกมานั้นก็ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมเหตุการณ์ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

“จงรวมตัวกันเพื่อเชือดเฉือนศัตรูตรงหน้า!”เจเนซิสท่องมนต์ต่อไปในขณะที่โถมฟันจู่โจมใส่แมวดำ ใบดาบลากผ่านร่างของมันจากทางด้านข้างจนทำให้โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักออกมาตามรอยกรีดผ่าน แต่มันยังไม่สิ้นฤทธิ์ แมวดำร้องคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับหมุนตัวกลับมาและพุ่งเข้าใส่เจเนซิสทันที

แต่ทว่าเด็กหนุ่มเองก็ยังไม่หมดท่า เวทมนต์ประจำDriveArmsที่เขาร่ายมันยังไม่จบลงแค่นั้น แสงสว่างสีขาวพุ่งเข้ามารวมตัวและเคลือบที่ใบดาบของเจเนซิสจนมันหนาขึ้นเรื่อยๆ สีฟ้าจางๆซึ่งเป็นสีของใบดาบเริ่มถูกแสงเหล่านั้นปกคลุมจนแทบจะกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งคม

“รวมตัวเพื่อทลายภาพหลอนของเหล่ามารร้าย!”คำร่ายท่อนที่สามถูกขับขานขึ้นพร้อมกับการตวัดคมดาบขึ้นฟันปัดร่างของแมวดำที่พุ่งเข้ามาใส่จนเกิดประกายไฟแล่นแปล๊บออกมา

“รวมตัวเพื่อบดขยี้ชะตากรรมจอมปลอม!”เมื่อคำร่ายท่อนที่สี่จบลง เจเนซิสก็ตวัดดาบพาดเป็นแนวทแยงใส่แมวดำ คมดาบบาดเนื้อมันเป็นครั้งที่สอง สร้างสายโลหิตสีแดงไหลพุ่งออกมาจากปากแผล

“รวมตัวกันเพื่อสร้างสะพานสู่อนาคตของมวลมนุษย์!”เมื่อเอ่ยจบแสงสว่างสีขาวก็ได้มารวมตัวเคลือบที่ใบดาบกันมากเสียจนคมสีฟ้าได้หายไปหมดสิ้น เจเนซิสไม่ยอมให้เสียโอกาศเขาตวัดดาบรัวใส่ร่างของแมวดำที่ชะงักเพราะความเจ็บปวดจากการโดนฟันแผลที่สองใส่เมื่อครู่ในทันที

คมประกายสีขาวสว่างวาปแม้ว่าสถานที่แห่งนี้แทบจะขาวโพลนไปหมดเพราะแสงอาทิตย์ เจเนซิสตวัดดาบใส่ร่างของแมวดำอีกสามครั้ง เลือดสีแดงของมันพุ่งพระฉูดออกมาตัดกับแสงสีขาวที่ฟาดฟัน ขนสีดำของมันถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน แต่มันยังไม่ยอมแพ้ แมวดำฝืนกำลังทั้งหมดของตัวเองใช้แรงที่เหลือพุ่งเข้าตะปบใส่เจเนซิสด้วยขาหน้าสองข้างหนึ่งคู่ ดูเหมือนคราวนี้เจเนซิสจะหลบไม่พ้นเสียแล้ว แต่ทว่า

เจเนซิส อาร์คไอร์มยกดาบขึ้นมากันกงเล็บที่แหลมคมนั้นได้ทันเวลาพอดิบพอดีก่อนจะร่ายมนต์ท่อนสุดท้ายออกไปว่า

“ประกาศก้อง! นามของคมดาบนิรันดร์! Blaze Caliber!”

หลังจากที่เจเนซิสร่ายออกไปก็เกิดแสงสว่างขึ้นรอบๆตัวเขา แสงเหล่านั้นผลักร่างของแมวดำพุ่งกระเด็นถอยหลังออกไป เจเนซิสรวบรวมกำลังทั้งหมดชูดาบขึ้นด้วยมือข้างขวา แสงสีขาวทั้งหมดทั้งมวลได้รวมตัวกันสร้างใบดาบแสงที่มีขนาดประมาณห้าเมตรขึ้นมาเหนือหัวของเจเนซิส โดยเชื่อมต่อกับDriveArmsที่อยู่ในมือของเขาราวกับDriveArmsทั้งเล่มของเขาได้กลายเป็นด้ามให้กับดาบแสงยักษ์อันนี้

โดยไม่รอช้า เจเนซิสหวดฝาดดาบออกไปตรงหน้า คมแสงสว่างตัดผ่าร่างของแมวดำตัวนั้นออกเป็นสองท่อน เลือดของแมวดำไม่ไหลพุ่งออกมาอีกแล้ว เพราะว่าร่างกายของมันที่โดนดาบแสงยักษ์ผ่าครึ่งค่อยๆถูกกร่อนด้วยแสงสว่างสีขาวและสลายหายไปอย่างช้าๆในที่สุด ลงท้ายสิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่แสงอาทิตย์สีขาวที่ส่องสว่างจ้าและร่างของเจเนซิสที่ยืนโพสหันหลังให้กับซากที่สลายหายไปของแมวดำเท่านั้น

“โอ้ว!”ผ.อฟรีด้าที่อึ้งทึ้งเสียวกับเวทมนต์ประจำอาวุธDriveArmsของเจเนซิส ถึงกับควบคุมตัวเองไม่อยู่ บังคับร่างหมีแพนด้าให้ตบมือระรัวออกมาเลยทีเดียว ส่วนอาจารย์เกรย์น่ะเหรอ รายนั้นไม่ทำอะไรมากนอกจากพึมพำกับตัวเองเบาๆว่า

“งดงามและสมชายจริงๆเจ้าหนู หึ หวังว่าจะได้เป็นที่ปรึกษาเธอนะ”

กลับมาทางด้านของเจเนซิสหลังจากที่ปราบปีศาจจำลองได้สำเร็จจนหมดแรงข้าวต้มและต้องทรุดร่างลงกับพื้น เขาเริ่มสังเกตุเห็นว่ารอบๆตัวเขาค่อยๆมืดลงเรื่อยๆ และภายในเวลาไม่นานรอบตัวของเจเนซิสก็ถูกปกคลุมด้วยความมืดเหมือนกับตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้องทดสอบอีกครั้ง

[ยินดีด้วยผู้เข้ารับการทดสอบ เจเนซิส อาร์คไอร์ม เจ้าสอบผ่านในการทดสอบจัดกลุ่มเรียนและสร้างDriveArms นี้คือบัตรนักเรียนที่ปรับปรุงแล้วของเจ้า มันจะบอกถึงกลุ่มเรียนที่เจ้าได้สังกัดรวมถึงกฎข้อบังคับในการเรียกใช้DriveArmsด้วย ส่วนแสงสว่างที่เจ้าเห็นตรงหน้าคือทางออกจากห้องทดสอบมันจะพาเจ้าไปยังส่วนใดส่วนนึงในโรงเรียนนี้ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าจะได้พบกับเพื่อนร่วมกลุ่มเรียนเดียวกับเจ้า ขอให้โชคดี และจงเบ่งบานอย่างงดงาม]

เจเนซิสที่ยังคงอึ้งๆกับการสรุปรวบยอดของเสียงลึกลับที่เป็นเหมือนระบบที่คอยควบคุมดูแลการสอบได้ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ทางออกอย่างมึนๆและออกจากห้องทดสอบนี้ไปอย่างงงๆ ดาบมือเดียวหรือDriveArmsประจำตัวของเขานั้นสลายหายไปเป็นอากาศธาตุในระหว่างที่เดินไปที่ทางออก เขารู้ว่ามันไม่ได้สลายไปไหนแต่มันยังอยู่ในตัวเขาอยู่ นั้นก็เพราะว่าเขาสามารถรู้สึกถึงมันได้ นี้คงเป็นวิธีที่ใช้เก็บDriveArmsแบบอัตโนมัติสินะ

เมื่อก้าวย่างออกมาจากห้องทดสอบ เจเนซิสก็มาปรากฎอยู่ที่หน้าต้นสนยักษ์ซีคัวญ่า ท่าทางเขาจะมีชะตาผูกพันกับเจ้าต้นไม้ต้นนี้เป็นพิเศษแฮะ เพราะว่าเมื่อเช้าก็พึ่งไต่ต้นไม้ยักษ์นี้ไปหยกๆ

“ไม่เห็นมีใครมาเลย? ยังทดสอบไม่เสร็จกันสินะ?”เจเนซิสเอ่ยพึมพำขณะกวาดสายตามองไปรอบๆต้นสนยักษ์ น่าแปลกเหลือเกินเพราะว่าเขาเข้าห้องทดสอบเป็นคนสุดท้ายแท้ๆแต่กลับสอบเสร็จก่อนคนอื่นๆในกลุ่มเรียนตัวเองซะนี้

“อะ จริงสิ บัตรนักเรียนจะมีบอกกลุ่มที่สังกัดนิน่า เราได้อยู่กลุ่มอะไรหว่า?”เจเนซิสที่พึ่งฉุกคิดขึ้นได้หยิบบัตรนักเรียนของตัวเองออกมาดู ตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่มุมขวาบนของบัตรมันคือตัวอักษรในภาษาอังกฤษสองตัวเรียงติดกันได้แก่“DS”

เมื่อเจเนซิสลองกดไปที่ตัวอักษรบนบัตรนักเรียนที่มีลักษณะเป็นเหมือนกับจอโฮโลแกรมย่อมๆ ข้อมูลที่แสดงอยู่บนบัตรก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นหน้ารายชื่อสมาชิกของกลุ่มเรียนDSทันที จากรายชื่อแล้วเจเนซิสเป็นคนแรกที่มาที่นี้จริงๆด้วย เพราะนอกจากชื่อของเขาแล้วก็ไม่มีชื่อของเด็กนักเรียนคนอื่นปรากฎขึ้นมาด้วยเลย

ปิ้ง! เสียงเหมือนกับมีข้อความเข้า แต่ไม่ใช่จากโทรศัพท์ของเจเนซิสมันเป็นเสียงที่ดังออกมาจากบัตรนักเรียนเมื่อมีข้อมูลอัพเดต รายชื่อสมาชิกคนที่สองของกลุ่มเรียนDSได้ปรากฎขึ้นมาต่อจากชื่อของเจเนซิสและมันเป็นชื่อที่เจเนซิสคุ้นเคยเป็นอย่างดีเสียด้วย

“อะ เจเนซิส?”สมาชิกคนที่สองร้องทัก เธอพึ่งจะปรากฎตัวออกมาและตำแหน่งที่เธอปรากฎตัวก็เป็นตำแหน่งตรงหน้าของเจเนซิสพอดิบพอดีเสียด้วย

เธอคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นอีกนอกจากเกลียวอีกเกลียวที่เข้าคู่กับเจเนซิสจนทำให้เขาและเธอกลายเป็นเกลียวคู่ได้ในที่สุด

ลาปิส รีเรชั่น!

-------------------------------

Stage 2 –น้องแมวในกล่องและไอ้แมวนอกกล่อง- End.

Dianthus Stage [Stage1]

posted on 26 Feb 2011 19:06 by srwkung in Fiction
Stage 1 –เด็กชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์ดุจดับเบิลเฮลลิกซ์-

-------------------------------

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้นมักจะเริ่มจากอะไรสักอย่างที่อยู่ใกล้ๆตัวเป็นส่วนมาก ปกติแล้ว วัยรุ่นจะหาเพื่อนใหม่ได้จากการที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ก็ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจเข้าหาอีกฝ่าย สำหรับเจเนซิส อาร์คไอร์มและเพื่อนที่เขารู้จักคนแรกจากโรงเรียนนี้เองก็เช่นเดียวกัน ทั้งคู่เริ่มความสัมพันธ์จากสิ่งเล็กๆที่อยู่ใกล้ตัวและจากสิ่งเล็กๆที่ผู้ชายทุกคนล้วนชอบเหมือนกันนั่นก็คือ

“เอ้า เจเนซิส! นี้หนังสือรวมภาพไอดอลชุดว่ายน้ำเล่มใหม่ของเดือนนี้!”เด็กหนุ่มผมสีขาวสั้นหวีเป็นทรงเปิดหน้าผากหรือที่เรียกกันติดปากกันว่าทรงเถิกกลางเดินเข้ามาหาเจเนซิสหลังจากจบชั่วโมงเรียน อันที่จริงทั้งคู่ก็นั่งใกล้ๆกันแท้ๆ แต่การเดินเข้ามาคุยใกล้ๆกันนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่ทำกันในหมู่เพื่อนสนิท ดวงตาสีครีมขาวของเขาส่อแววไร้เดียงสา แต่ว่านะ เด็กผู้ชายที่เดินถือหนังสือไอดอลชุดว่ายน้ำเอามาให้เพื่อนได้แบบหน้าตาเฉย มันก็คงไม่ไร้เดียงสาเหมือนแววตาอยู่แล้วล่ะ

“ขอบคุณมากเลยนะ เชนย่า!”เจเนซิสรับของมาด้วยรอยยิ้มใสซื่อเหมือนเด็กๆราวกับได้ของเล่นใหม่ไม่ก็ปาน และก็แน่นอนอีกว่าไอ้คนที่รับหนังสือติดเรตพวกนี้มาด้วยท่าทีปกติไม่ทุกข์ร้อนอะไรแถมยังมีสีหน้าไร้เดียงสานั้น มันก็ลามกไม่แพ้ตัวคนให้นั้นแหละ

“เชนย่า วอเตอร์บริท”คือชื่อของเพื่อนชายเจเนซิสคนนี้ เด็กหนุ่มรูปหล่อ พ่อแม่รวย มีนิสัยรักสนุกสนานและร่าเริงอยู่ทุกเมื่อด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ทำให้หมอนี้เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆจำนวนหนึ่งที่บอกว่าจำนวนหนึ่งเห็นคงจะเป็นเพราะ หมอนี้ทั้งเจ้าชู้แล้วก็ลามก สาวๆที่เข้าหาตอนแรกนั้นมีมากมายก็จริงอยู่ แต่พอผ่านไปไม่กี่วันนิสัยลามกก็เริ่มออกลายจนสาวๆต้องบ่ายหน้าหนีกันหมด ที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้เห็นจะมีแต่พวกสาวน้อยช่างฝันไม่กล้ารุกหาเท่านั้นแหละ เพราะสาวสวยเริดเชิดหยิ่งรวมถึงคุณหนูตระกูลผู้ดีทั้งหลายแลนั้น เขาเห็นกำพืดของเชนย่าไปตั้งแต่สามวันแรกที่เปิดเรียนกันหมดแล้ว

“ไม่เป็นไรๆ หนังสือแค่นี้น่ะของเล็กน้อย ไหนๆเราก็มาเป็นเพื่อนกันได้เกือบสองอาทิตย์แล้วนิน่า ถือว่าเป็นสินน้ำใจให้ อะ แต่ว่านะเจเนซิสฉันเองก็อยากได้ของแลกเปลี่ยนอยู่นิดหน่อยน่ะ”เชนย่าเอ่ยออกมาพร้อมกับเดินเข้ามากอดคอเจเนซิสเพื่อนซี้ อืม ดูจากบริบทของประโยคแล้ว นี้มันให้ของเพื่อนเพื่อหวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่รึไงทั้งๆที่หวังสิ่งตอบแทนแท้ๆแต่ดันพูดออกมาได้อีกว่าเป็นสินน้ำใจ น่ารังเกียจชะมัดเลยหมอนี้แต่ไอ้คนที่เอาหนังสือลามกมาให้เพื่อนแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรมันก็น่ารังเกียจอยู่แล้วล่ะนะ

เจเนซิสอมยิ้ม ดูเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่าเชนย่าต้องการอะไร ถึงจะรู้จักกันได้แค่สองอาทิตย์ก็ตามแต่สำหรับเจเนซิสแล้ว มันไม่ยากหรอกที่จะเดานิสัยของเพื่อนชายคนนี้ แต่อันที่จริงก็คือมันเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกได้ว่าเป็นความสามารถพิเศษของเจเนซิสด้วยล่ะ ความสามารถที่ว่านี้แหละที่เป็นบ่อเกิดทำให้เขาสามารถมั่วข้อสอบเกินครึ่งจนผ่านและสอบเข้ามาที่นี้ได้แต่ไอ้เรื่องความสามารถนั้นจะขอพักไว้ก่อน เพราะประโยคต่อมาที่หลุดออกมาจากปากของเชนย่าก็คือ

“สารภาพมาซะ! นายไปรู้จักกับคุณลาปิสได้ยังไง!?”

“ออ ก็เมื่อเช้าฉันออกจากหอมาโรงเรียนตามปกติ แล้วก็ดันไปเจอแมวบ้ามันแย่งขนมปังมื้อเช้าที่ฉันคาบมานะ ก็เลยวิ่งไล่กันไปจนถึงต้นสนยักษ์ซีคัวญ่า พอมันปีนขึ้นไปฉันก็ปีนขึ้นตาม แต่สุดท้ายก็พลาดตกลงมา มาแหมะตรงหน้าคุณลาปิส รีเรชั่นพอดี”เจเนซิสเล่าตามความเป็นจริง เอ่อมันก็ถูกของเจเนซิสน่ะนะแต่ว่าเจเนซิส นายน่าจะแสดงอาการตกใจไม่ก็สนใจอะไรมากกว่านี้เซ่! ยกตัวอย่างเช่น“นายรู้จักคุณลาปิสด้วยรึ?”หรือไม่ก็อย่างเช่น“นายเห็นฉันในสภาพนั้นด้วยเหรอ เชนย่า?” แต่นี้ไม่มี เล่าเหตุการณ์มาตรงๆเรียบๆและจืดๆ จืดพอๆกับหน้าตาของเจเนซิสที่จืดชนิดที่ว่าเต้าหู้ถั่วเหลืองยังชิดซ้าย ถึงแม้เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่เขาคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดปังมันกับเพื่อนสนิทเลยนิน่า

“ออ ก็สมเป็นนายดีน่า เพื่อนเลิฟ~ นายน่ะโชคดีมากรู้ไหมที่ได้รู้จักกับคุณลาปิสน่ะ~ เธอเป็นสาวสวยอันดับที่เจ็ดของบรรดานักเรียนปีหนึ่งที่เข้าใหม่เลยน่า!”เชนย่ายิ้มร่าขณะบอกข่าวดีอันสุดแสนหน้าตื่นเต้นให้เจเนซิสฟังมันน่าตื่นเต้นตรงไหนฟร่ะเจ้าลามก?

“งั้นรึเนี่ย ว่าแต่ เชนย่าไอ้อันดับที่ว่าน่ะใครเป็นคนจัดเหรอ?”เจเนซิสถาม

“ฉันน่ะสิถามได้! ท่านเชนย่าผู้ปราดเปรื่องเรื่องหญิงสาวยังไงล่ะ!!!”เชนย่าตอบ

“โอ้วสมเป็นเชนย่า สุดยอดเลย!”ว่าแล้วเจเนซิสก็ตบมือให้ เดี้ยว! เดี้ยวก่อนสิ! บทสนทนาแบบนี้นี้มันอะไรกัน!? เจเนซิสนี้นายคิดจะเอ่อออห่อหมกกับไอ้เจ้าลามกนี้อีกนานไหมฟร่ะ! นายเป็นพระเอกน่ะเฟ้ย!อย่างน้อยๆช่วยตอบแบบ“เจ้าบ้า! แกเห็นผู้หญิงเขาเป็นอะไรถึงไปจัดลำดับแบบนั้น?”ไม่ก็“นายนี้น่า มีแต่เรื่องลามกในสมองรึยังไง?”แต่นี้ดันไปตอบแบบเอ่อออไปด้วยกับคนบ้าแถมตบมือชื่นชมเสียอีก แต่ก็น่ะ ลืมไปซะสนิท คนบ้ามักจะอยู่กับคนบ้าได้นิน่า ถ้าดูผ่านๆแล้วล่ะก็ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่สนิทกันได้อย่างรวดเร็ว รวดเร็วมาก มากจนน่าดูชมเลยล่ะ แต่นั้นก็แค่การประเมินด้วยสายตาจากการมองผ่านๆ เพราะสาเหตุที่ทั้งคู่สนิทกันก็มาจากเรื่องลามกไม่ก็เรื่องเสื่อมๆทั้งนั้น จะเรียกว่าน่าดูชมหรือน่าโดนถีบ(ออกไปให้พ้นตัว)กันแน่น่า สำหรับคู่บ้าคู่บอสองคนนี้

“ว่าแต่ว่า รู้จักกันแล้วเนี่ยเพื่อนเลิฟ นายได้ขอเบอร์มือถือหรืออีเมล์ติดต่อมาบ้างไหม~ ต้องขออยู่แล้วนิเนอะ ฉันนี้ไม่น่าซื่อบื้อถามเลย นี้ๆเพื่อนเลิฟ เอาเบอร์ไม่ก็อีเมล์ของคุณลาปิสมาแบ่งให้ฉันบ้างสิ~” โดยธรรมชาติแล้ว การจีบหญิงนั้นใกล้เคียงกับคำว่าด้านได้อายอด อยากได้เบอร์ก็ต้องไปขอเอง แต่สำหรับหนุ่มขี้อายอาจจะใช้วิธีการขอเบอร์จากเพื่อนหรือให้เพื่อนไปขอให้ แต่ในกรณีของกระทาชายนามเชนย่านั้น ไม่เรียกว่าเป็นหนุ่มขี้อาย ถ้าจะให้ถูกต้องเรียกว่าเป็น“หนุ่มหน้าด้านด้าน”ซะมากกว่า

มีอย่างที่ไหน สรุปเองเออออห่อหมกว่าเพื่อนมีเบอร์แถมขอกันแบบไม่เกรงใจใครอะไรแบบนี้ มิน่าล่ะ อิมเมจของหมอนี้ในหัวสาวๆถึงติดลบภายในเวลาไม่กี่วัน

“อะ โทษทีน่ะ ไม่ได้ขอมาน่ะ”เจเนซิสบอกปัดไปด้วยสีหน้าซื่อๆอาจจะผสมความโง่เขลาลงไปนิดๆด้วยพร้อมกับยกแขนและประสานมือทั้งสองข้างขึ้นมาพิงหัวจากด้านหลังทำเป็นเสมือนหมอนรองเอาไว้ ซึ่งเป็นท่าสบายๆของเจเนซิส

“ไม่ได้ขอ!!! God My Oh!! เจเนซิส ฉันคิดว่านายซื่อบื้อแบบหาใครเปรียบไม่ได้แล้วน่ะแต่แค่ขอเบอร์สาวน่ารักๆกลับไม่ได้ขอ! นี้ฉันจะบอกให้น่ะ สำหรับบรรดาผู้ชายอย่างพวกเราแล้วล่ะก็ ไอ้ความรู้สึกคำนึงหาสาวๆน่ารักไม่ก็สาวๆอกโตน่ะมันอยู่ในสายเลือดเฟ้ย! ถ้าจะให้พูดให้ถูกล่ะก็ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้สมองคิดและกลั่นกรองแต่มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ เมื่ออยู่ต่อหน้าสาวๆ อาทิเช่นถ้าฉันเห็นคุณลาปิสเดินมาล่ะก็ จิตใต้สำนึกของฉันจะบังคับให้ฉันพุ่งตัวออกไปแล้วพูดว่า“ขอเบอร์หน่อยครับคนสวย!”ทันที โดยไม่มีแม้แต่ความอายหรือไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย เจเนซิส! นายทำให้ฉันผิดหวังในฐานะผู้ชายจริงๆ!!!”เชนย่าเริ่มต้นการพูดเองเอ่อเอง คร่ำครวญเองอีกแล้ว นี้สิน่ะความสามารถพิเศษของคนบ้า จะว่าไปแล้วไอ้ที่นิยมอกโตมันก็ไม่ทุกคนนะเชนย่า ท่าทางเจ้าบ้าคนนี้จะไม่เคยสัมผัสถึงความแข็งแบบอ่อนนุ่มของสาวอกกระดานเป็นแน่ อย่านึกว่าสาวที่ไร้ซึ่งหน้าอกจะไม่มีเสน่ห์นะ หากได้สัมผัสเม็ดลูกเกดและผิวมาชเมลโล่ที่ราบเรียบจนแทบจะเป็นแผ่นเดียวกันแล้วล่ะก็ ความรู้สึกที่อยากจะกดลงไปแต่กดไม่ลงแบบแปลกๆนั้นล่ะ ที่จะกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของเพศผู้ให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลและเมื่อถึงตอนนั้นคนพวกนั้นก็จะไม่สามารถหลีกหนีจากความมืดมิดได้อีกต่อไป จักจะต้องยอมกลายเป็นสาวกของอำนาจและพลังมืดไปโดยปริยาย

“ทำแบบนั้นก็เหมือนฉันไปจีบเขาไม่ใช่รึไง? ฉันไม่ได้ลามกแบบนายหรอกนะเชนย่า!”เจเนซิสโต้คำพูดกลับโดยเฉพาะเมื่อถึงประโยคที่ว่า“ฉันไม่ได้ลามกแบบนายหรอกนะเชนย่า”เจเนซิสเองก็ทำท่าทางประกอบโดยยกหนังสือที่เชนย่าพึ่งให้ขึ้นมาอ่าน เป็นท่าทางที่สื่อให้เห็นโดยทางอ้อมว่า เรื่องของเชนย่านั้นไร้สาระ สู้ไม่สนใจแล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

แต่มันจะเท่มากกว่านี้เลยล่ะถ้าหนังสือที่เจเนซิสหยิบมาดูไม่ใช่หนังสือรวมภาพไอดอลชุดว่ายน้ำท่าทางเจ้าตัวจะไม่รู้ตัวซะด้วย สมกับเป็นเพื่อนกันจริงๆแฮะบ้าๆบอๆพอกัน

“ว่าแต่ว่าเชนย่า นายรู้ได้ยังไงว่าฉันเจอกับคุณลาปิสน่ะ?”เจเนซิสเปลี่ยนเรื่องคุย นั้นสิน่ะถ้าหมอนี้ถามว่าไปรู้จักได้ยังไงล่ะก็หมอนี้จะต้องเห็นเหตุการณ์นั้นหรือไม่ก็เห็นเหตุการณ์หลังจากนั้นแน่ๆ

“ออ ก่อนจะเข้าเรียนภาคเช้าฉันเห็นนายกับคุณลาปิสเดินด้วยกันอยู่น่ะ เล่นเอาช็อคไปเลยล่ะ ไม่คิดว่าเพื่อนสุดแสนซื่อบื้อของฉันจะเดินควงสาวอันดับเจ็ดของปีหนึ่งซะได้”เชนย่าเล่าเหตุการณ์ที่เขาพานพบให้กับเจเนซิสฟัง เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเจเนซิสก็ร้องออ ออกมาเสียงดังก่อนจะอธิบายเรื่องราวว่า

“ตอนนั้นกำลังมุ่งหน้าไปห้องเรียนน่ะ ทางเดียวกันก็เลยเดินมาด้วยกันก็แค่นั้น”

“แค่นั้น จริงเหรอ? นี้ๆ เจเนซิส นายไม่ได้คุยเรื่องอื่นหรือถามอะไรกับเธอบ้างเลยรึ?”เชนย่าทำสีหน้าอมยิ้มขณะเอ่ยถามเพื่อนสุดแสนซื่อบื้อของเขาเจ้าตัวก็ตอบออกไปอย่างร่าเริงว่า

“ก็มีแต่เรื่องปกติๆอย่างสภาพอากาศแล้วก็เรื่องโรงเรียนน่ะ”

“อะไรกัน บะ แต่ก็สมเป็นนายดีนิน่า ซื่อจนแทบอยากจะยกโล่รางวัลให้เลยน่าว่าแต่ว่า เรามาถูกทางใช่ไหม? ห้องทดสอบน่ะ?”เชนย่าบ่นงืมงำก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาราวกับหักเลี้ยวรถตอนเจอโค้งหักข้อศอกไม่ก็ปาน ตอนนี้ทั้งคู่กำลังมุ่งหน้าไปยัง“ห้องทดสอบ”ซึ่งก็ตามชื่อของมันนั้นแหละ ห้องที่มีไว้สำหรับการทดสอบเพื่อค้นหาและสร้างDriveArmsอาวุธประจำตัวของนักเรียนที่นี้ ศาตราที่หลอมรวมเทคโนโลยีและมนต์มายาเข้าไว้ด้วยกันและเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเหล่าปีศาจได้

นอกจากจะทำการทดสอบเพื่อสร้างDriveArmsแล้วนั้น นี้ยังเป็นการทดสอบจัดกลุ่มเรียนไปด้วยในตัว เนื่องจากนโยบายของโรงเรียนบลูทาวเวอร์แห่งนี้เชื่อมั่นในเรื่องของความสามัคคีมากกว่าการฉายเดี่ยว และนั้นก็ทำให้การจัดทีมได้รับความสำคัญมากเป็นพิเศษถึงกับขนาดใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลความสามารถและทักษะของนักเรียนทุกคนที่เข้าทดสอบ และทำการจับกลุ่มนักเรียนที่มีทักษะความคิดและลักษณะแตกต่างกันส่วนใหญ่ แต่มีความคล้ายคลึงกันในบางเรื่องมาเป็นกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้แต่ล่ะกลุ่มมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างแต่สมาชิกทุกคนสามารถเข้ากันได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งการจัดกลุ่มนี้จะมีแค่ครั้งเดียวและต้องสังกัดกลุ่มเดิมไม่มีเปลี่ยนไปตลอดสามปีที่เรียนอยู่เว้นจะมีเหตุจำเป็นอันสมควรจริงๆเท่านั้น ถึงจะได้รับอนุญาติให้เปลี่ยนกลุ่มที่สังกัด

นอกจากกลุ่มที่จัดจะต้องเรียนด้วยกันแล้ว การทำภารกิจหรือการฝึกฝนเองก็จะทำร่วมกันไปตลอดซึ่งแม้ว่าบางคนถึงจะสนิทกันขนาดไหนในช่วงเรียนพื้นฐานสองอาทิตย์แรก แต่อาจจะไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันก็เป็นได้ในตอนที่จัดกลุ่มจริงๆ

“ทางเดินแคบๆแล้วนักเรียนปีหนึ่งมาอัดกันเยอะๆแบบนี้แล้ว มันทำให้ดูตื่นเต้นยังไงก็ไม่รู้เนอะ เชนย่า!”เจเนซิสเอ่ยออกมาอย่างเริงร่าเมื่อทั้งคู่เคลื่อนที่มาถึงห้องทดสอบ ซึ่งตั้งอยู่ในชั้นแรกของโรงเรียนบลูทาวเวอร์แต่กินเนื้อที่ไปกว่าหนึ่งส่วนสี่ของชั้น ด้านหน้าห้องทดสอบนั้นเป็นลานขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างมาเพื่อรองรับเหล่านักเรียนที่มาออกันอยู่หน้าห้องทดสอบโดยเฉพาะ ลานกว้างนั้นใช้หินอ่อนปูพื้นและบริเวณตรงกลางลานรับรองก็แกะสลักตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนบูลทาวเวอร์ประดับประดาเอาไว้ ตราประจำโรงเรียนที่เป็นรูปกลีบดอกไม้แปลกๆกลีบหนึ่งและถูกล้อมไปด้วยห่วงกลม นั่นก็คือดอกผีเสื้อ หรือในชื่อสากลคือดอก“Dianthus”

ดอกไม้รูปร่างแปลกๆที่มีชื่อประหลาดนี้มาจากคำศัพท์ในภาษากรีกสองคำ นั่นก็คือคำว่า“dios”ที่มีความหมายว่าพระเจ้าและคำว่า“anthus”ที่มีความหมายว่าดอกไม้ เมื่อนำมาหลอมหลวมกันแล้วจะมีความหมายว่า ดอกไม้ของพระผู้เป็นเจ้า

ส่วนสาเหตุที่ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกผีเสื้อนั่น เจเนซิสเคยได้ฟังในตอนที่เข้าไปปฐมนิเทศ ซึ่งที่มานั่นโยงมาจากตำนานในการสรรสร้างมนุษย์บนโลกใบนี้ เหล่าเทพและพระเจ้าต่างมองว่ามนุษย์นั่นเปรียบเสมือนกับดอกไม้ มีความงดงามน่าหลงใหล เป็นผลงานที่พวกเขาภูมิใจ แต่ว่าดอกไม้ก็คือดอกไม้ พวกเขาจำเป็นต้องใช้ดินเป็นที่อยู่ ใช้แสงอาทิตย์เพื่อให้มีชีวิต ถ้าหากขาดสิ่งเหล่านี้ไปดอกไม้ก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ อีกทั้งพวกเขานั่นช่างบอบบาง เพียงแค่ถูกเด็ดดึงเบาๆก็สูญสิ้นชีวิตไปเสียแล้ว

ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ราวกับเป็นตลกร้าย ดอกไม้นั่นสวยงาม มีมากๆก็ยิ่งสวยงามเป็นทวีคูณ แต่เพราะความสวยงามนั่นทำให้เหล่าพระเจ้าอยากจะเข้ามาเด็ดดึงไป และท้ายสุดดอกไม้เหล่านั่นก็ต้องตายไปเพราะความงามของตนเอง

และในเมื่อดอกไม้ซึ่งใช้แทนมวลมนุษย์เป็นความสวยงามของพระเจ้าแล้ว เหล่าเด็กนักเรียนที่มีหน้าที่ปราบปีศาจที่เป็นศัตรูของพระเจ้าและทวยเทพต่างๆเล่า? สมควรจะถูกเรียกว่าอะไรถ้าไม่ใช่ “ดอกไม้ของพระเจ้า”

“ไม่ใช่เด็กๆแล้วน่าเจเนซิส ฮะๆ ยังไงก็จะอวยพรให้ได้อยู่กลุ่มเดียวกันน่ะ เพราะว่าฉันขี้เกียจไปหาเพื่อนลอกการบ้านคนอื่นนอกจากนายซะด้วย”กลับมาเข้าเรื่อง เชนย่าตอบติดตลกออกมาขณะกอดคอเพื่อนแสนบื้อสุดเลิฟ

ในบรรดานักเรียนที่มารอทำการทดสอบนั้น ก็ปรากฎอากัปกริยาหลากหลายรูปแบบแตกต่างกัน บางก็เครียด บางก็ไม่กังวลเท่าใด บางก็ร่ำลาเพื่อนราวกับจะย้ายโรงเรียนไปไม่ก็ปาน

“ว่าแต่ว่าเจเนซิส นายรู้เรื่องการทดสอบกับDriveArmsมากแค่ไหน? พอดีว่ารุ่นพี่ที่ฉันแกล้งไปจีบเพื่อหลอกถามข้อมูลน่ะ ดันตอกหน้าฉันกลับมาก่อนฉันจะได้ถามซะอีก เฮ่อ แค่แอบจับก้นแท้ๆ คิดมากไปได้”เชนย่ารำพึงรำพัน ว่าแต่ว่าจับก้นนี้เอ็งคิดว่าเป็นเรื่องเล็กงั้นรึเนี่ยปวดตับจริงๆ แต่เอาเถอะปวดตับกับคนบ้าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

“ที่ฉันพอจะรู้มาก็มีแค่ ในห้องทดสอบจะมีปริศนาให้แก้แล้วก็จะมีปีศาจจำลองให้สู้ เมื่อจบการทดสอบจะได้รับถุงมือเรียกDriveArmsมาใช้พร้อมกับบัตรนักเรียนเวอร์ชั่นอัพเกรด ซึ่งจะบอกกลุ่มที่เราสังกัดอยู่และสมาชิกน่ะ”เจเนซิสเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้มาให้กับเชนย่าฟัง ซึ่งเจ้าตัวก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง เนื่องจากเห็นรุ่นพี่เกือบทุกคนสวมถุงมือไว้ไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง แต่บางคนเล่นใส่สองข้างเลยก็มี ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแจกถุงมือให้กันน่า?

“ปริศนาอย่าบอกน่ะว่าจะเป็นข้อสอบอีกน่ะ”เชนย่าเริ่มเอามือก่ายหน้าผาก และอยากจะบอกว่าถ้าการทดสอบเป็นวิชาจำพวกคณิตคิดคำนวณล่ะก็เชนย่าแทบจะเปลี่ยนจากมือมาเป็นตีนก่ายหน้าผากแทน

“คงไม่หรอกน่า”เจเนซิสยิ้มๆพร้อมกับเอ่ยตอบ และในตอนนั้นเองก็ได้มีผู้มาเข้าร่วมวงสนทนาอีกคนซึ่งแทบจะทำให้เชนย่าร้องกรี้ดออกมาเลยทีเดียว

“ได้ยินว่าเป็นปัญหาเชิงตรรกะน่ะค่ะ”เสียงช้าๆเรียบๆแต่แฝงไปด้วยอบอุ่นอ่อนโยนราวกับผู้พูดพยามจะเน้นน้ำเสียงให้สื่ออารมณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด ไสตล์การพูดแบบนี้ที่เจเนซิสเคยได้ยินก็อยู่แค่คนเดียวในหัว เด็กสาวที่เขาพึ่งได้รู้จักไปเมื่อเช้า เจ้าของผมทรงทวินเทลสีฟ้าอ่อนจนเกือบจะกลายเป็นเฉดสีเท เด็กสาวผู้ซึ่งสวมใส่อันเดอร์แวร์สีฟ้าขาวลวดลายคล้ายคลึงกับธงชาติประเทศอาร์เจนติน่าแต่ไม่มีพระอาทิตย์ตรงกลางชื่อของเธอคือ ลาปิส รีเรชั่น

“คะ คุณลาปิส!~!”เชนย่าแทบอยากจะกระโจนเข้าไปกอดจูบลูบคล้ำสาวน้อยที่เขาจัดอันดับไว้ว่างดงามอันดับเจ็ดของโรงเรียน แต่เมื่อไอ้คนลามกเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ลาปิส เขาก็ได้จูบสมใจ แต่ที่เชนย่าจูบนั้นเป็นมือ มือที่กำหมัดแน่นและแน่นอนว่าคนที่กำหมัดแน่นแบบนี้ก็สวนด้วยความรักที่เปี่ยมล้นกลับมาใส่เชนย่าเช่นกัน เปี่ยมมากซะจนทำให้หนุ่มลามกเอนล้มหงายหลังซี้แหงแก๋ไปได้เพียงแค่กำปั้นเดียว ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆจนเห็นภาพในหัวทันทีล่ะก็ ต้องเรียกว่าเชนย่าโดนต่อยน็อคเคโอภายในหมัดเดียวและลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น

มือและแขนของลาปิสยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยสักมิลลิเมตร ส่วนเจเนซิสเองนั้น เท้าและขาก็คงยังคงอยู่ตำแหน่งเดิมไม่ได้ขยับไปไหนเช่นกัน ซึ่งคนที่ประเคนหมัดใส่เชนย่านั้น เป็นสาวน้อยอีกคนที่ยืนอยู่หลังลาปิสจนถึงเมื่อครู่ ท่าทางจะเป็นเพื่อนไม่ก็คนรู้จักของเธอแน่ๆ

“นี้นายคิดจะทำอะไรลาปิสมิทราบ!?”สาวเจ้าเอ่ยออกมา ก่อนจะเปลี่ยนอาริยาบถโดยเก็บกำปั้นจากมือขวาที่พึ่งชกหน้าเชนย่ามาเป็นท่วงท่าที่ใช้มือทั้งสองจับเอวตัวเองแบบหลวมๆ ซึ่งท่านี้ก็มีเชื่อเรียกกันอย่างบ้านๆว่าท่าเท้าเอวนั่นเอง

“อูย จะ เจ็บชะมัด”เชนย่าโอดครวญออกมาก่อนจะเอามือทั้งสองจับๆบริเวณจมูกของตน ที่พึ่งโดนชกซะจนกลายเป็นสีแดง..และเมื่อหนุ่มลามกนามเชนย่าลืมตาออกมาและเพ่งสายตาไปยังสาวที่พึ่งจะให้กำปั้นเขากินไปนั้น เชนย่าก็อุทานออกมาทันทีเลยว่า

“โอ้ว! เธอเองก็น่ารักไม่เบานิน่า! ไม่เคยเห็นหน้าเลยแฮะ ดีล่ะ ต่อไปนี้ฉันจะขอมอบตำแหน่งสาวสวยอันดับที่ร้อยหกสิบเก้าของบรรดานักเรียนเข้าใหม่ให้เธอก็แล้วกัน!”

“หา นี้นายบ้ารึเปล่า?”หญิงสาวคนนั้นสวนเชนย่าออกมาทันทีพร้อมทำสีหน้างงงวย ใช่แล้ว เธอพูดถูกที่สุดเลยล่ะ เชนย่ามันก็เป็นไอ้บ้าจริงๆนั้นและ!

ถ้าพิจารณาจากรูปร่างภายนอกของเพื่อนสาวคนนี้แล้วล่ะก็ จัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยทีเดียวอยู่เหมือนกันเสียแต่ว่าท่าทางทะมัดทะแมงของเธอนั้นทำให้เค้าไอความเป็นหญิงของเธอไม่ค่อยมีเหลืออยู่สักเท่าไร เดิมทีแล้วชุดฟอร์มของโรงเรียนบลูทาวเวอร์แห่งนี้เอง ก็ไม่ได้ออกแบบให้ชายหญิงมีความแตกต่างกันมากเท่าใด เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในเสื้อนอกหรือแจ็กเก็ตสีออกฟ้าน้ำเงินนั้น เป็นเครื่องแบบที่ไม่ได้ขับเน้นความเป็นหญิงให้เด่นชัดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังไปทำลายเสน่ห์น่ารักของสตรีเพศเสียอีก แล้วไหนจะมีเนกไทค์สีแดงสดเป็นเครื่องประดับชุดอีก เสื้อเชิ้ต เนกไทค์แล้วก็แจ็กเก็ตต่อให้ในยูนิฟอร์มของผู้หญิงมีมินิเสกิร์ตมาประกอบ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้สักเท่าไร

โชคยังดี เพราะถึงแม้เธอจะเปิดตัวโดยการชกเชนย่าล้มกลิ้งราวกับเป็นฉากเปิดตัวบุรุษเพศนั้น แต่เพราะหน้าตาที่คมสวยของเธอประกอบกับนัยต์ตาสีเขียวอ่อนที่ส่องประกายจางๆ ผสมผสานกับผมยาวประบ่าสีม่วงเข็มออกไปทางโทนแดงนั้น ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอดูยังไงก็เป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน แม้ชุดที่สวมใส่จะแมนเสียจนไม่น่าใช่ชุดผู้หญิงก็เถอะ อันที่จริงถ้าเธอแต่งตัวแบบลาปิส ซึ่งก็คือการติดกระดุมแจ็กเก็ตเธอจะดูสมหญิงมากกว่านี้เยอะเลยล่ะ

“ไม่เอาน่า ยูเรียน่าอย่าก่อเรื่องทะเลาะวิวาทเลยนะ”เพื่อนสาวผมทรงทวินเทลหรือลาปิสเดินเข้ามาหาหญิงสาวคนนั่นพร้อมกับเอ่ยชื่อของหญิงสาวออกมา ทำให้เจเนซิสและเชนย่าได้รับรู้ชื่อของหญิงสาวคนนี้ผ่านจากปากของลาปิส

สีหน้าของลาปิสยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิมแต่น้ำเสียงออกสั่นเครือนิดๆ ท่าทางเธอคงกำลังลำบากใจในสิ่งที่เพื่อนสาวเธอทำลงไป แม้ว่าหน้าตาเธอจะเฉยเมยจนดูไม่ให้เลยก็เถอะ

“ไม่ได้ก่อเรื่อง แค่กำราบคนลามกก็เท่านั้นเอง”หญิงสาวที่ชื่อยูเรียน่าพูดตอบลาปิสกลับไป ท่าทางเธอจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ระวังไว้ก็ดีหน่อยนะยูเรียน่า เพราะต่อยคนบ้าระวังเชื้อบ้ามันจะแพร่มาติดล่ะ

“ชื่อยูเรียน่านี้เองสินะครับ ผมเชนย่า วอเตอร์บริทยินดีที่ได้รู้จัก!”และแล้วเจ้าบ้าที่ไม่เคยหลาบจำก็เปลี่ยนท่าทีจากการรุกตรงๆมาเป็นรุกทางอ้อมโดยการเอ่ยแนะนำตัวพร้อมทำเสียงหล่อที่สุดเท่าที่สิ่งที่ใกล้เคียงมนุษย์ผู้มีสติเกือบดีอย่างเชนย่านั้นจะสามารถทำได้ ว่าแต่แกไปเอาดอกกุหลาบจากไหนมาคาบปากละนั่น?

“แต่ว่าปัญหาเชิงตรรกะน่ะ หมายความว่ายังไงรึครับคุณลาปิส?”เจเนซิสเมินคนบ้าแล้วเอ่ยถามลาปิสต่อ ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะหากจะต้องมาสนใจการกระทำของคนบ้าแบบนี้ ให้เขียนสักร้อยหน้ากระดาษก็ไม่พอ และผมเองก็ไม่อยากจะเขียนมันเสียด้วย

“อืม เจเนซิสเองก็พอจะรู้จักปัญหาไสตล์นี้บ้างสินะคะ? จำพวกประเภทหมู่บ้านคนโกหกหรือว่าปริศนาตาชั่งพวกนั้นนะ?”ลาปิสตอบโดยการยกตัวอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นการตอบที่ชาญฉลาด โดยทั่วไปการอธิบายรูปแบบของปัญหาตรรกะให้คนเข้าใจเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลา เพราะต้องเริ่มจากการอธิบายศัพท์ต่างๆอย่างตรรกะมาก่อน แต่ลาปิสกลับเลือกที่จะตอบโดยยกตัวอย่างปริศนาตรรกะที่รู้จักกันดีขึ้นมาแทน ซึ่งนั้นทำให้ฝ่ายที่เอ่ยถามสามารถใช้ความทรงจำของตัวเองในการช่วยพิจารณาและทำให้สามารถเห็นภาพของคำตอบในหัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นนั้นเอง

สำหรับปริศนาหมู่บ้านคนโกหก ก็เป็นคำถามที่มีใจความว่า เรากำลังจะเดินทางไปหมู่บ้านของคนซื่อสัตย์ซึ่งทุกคนในหมู่บ้าจะพูดแต่ความจริง แต่หมู่บ้านนี้ดันอยู่ติดกับหมู่บ้านของคนโกหกที่ซึ่งทุกคนจะพูกแต่เรื่องโกหก เราพบกับผู้ชายคนหนึ่งเดินมาจากทางนั่น ซึ่งคำถามจะถามเราว่า เราควรจะถามอะไรกับผู้ชายคนนั่นไปดีเพื่อจะได้เส้นทางที่ถูกต้องไปยังหมู่บ้านคนซื่อสัตย์ ส่วนที่ต้องระวังก็คือเราไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้มาจากหมู่บ้านคนซื่อสัตว์หรือคนโกหกกันแน่

ส่วนปริศนาตาชั่งนั่น พบเห็นกันบ่อยในปริศนาที่ให้หาเหรียญปลอมจากเหรียญจริงโดยใช้ตาชั่งแบบสองขาหา โดยจะต้องหาให้ได้ด้วยการชั่งเพียงแค่หนึ่งหรือสองครั้งเป็นต้น

“เป็นพวก พัลเซิลสินะครับ?”เจเนซิสที่พอรู้จักปัญหาเหล่านั่นมาบ้างเอ่ยตอบออกไป ซึ่งลาปิสก็พยักหน้าให้ก่อนจะอธิบายต่อว่า“แต่ว่า มันไม่ได้มีแต่ประเภทนั้นหรอกนะค่ะเจเนซิส จุดมุ่งหมายก็คือต้องการให้นักเรียนทุกคนมีกระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหาที่เป็นเหตุเป็นผล เพื่อใช้สำหรับการ“พิสูจน์ปีศาจ”เพราะฉะนั้นแล้ว คำถามที่จะถามในการทดสอบน่ะ จะให้อธิบายเหตุผลของตัวเองและวิธีคิดซะมากกว่า ไม่ต้องห่วงว่าจะตอบถูกหรือตอบผิดแต่แค่แสดงหลักการคิดของตัวเองให้เขาเห็นเป็นอันพอเท่านั่นและจ๊ะ”

ถึงแม้จะลงท้ายด้วยคำสุดแสนน่ารักอย่าง จ๊ะ ก็ไม่ได้ทำให้สีหน้าของลาปิสเปลี่ยนไปเลยสักนิดดูท่าทางเธอคงจะลำบากใจเช่นกันถึงได้เน้นย้ำน้ำเสียงเต็มที่สุดๆ เจเนซิสเองนั้นถึงจะเห็นหน้าตาที่เรียบเฉยของเธอ แต่เขาก็รู้สึกได้จากน้ำเสียงที่เธอเอ่ยตอบออกมา แต่เมื่อเห็นแบบนี้แล้วเจเนซิสก็อดอมยิ้มขึ้นมาไม่ได้ในความไร้เสน่ห์แต่เป็นเอกลักษณ์ที่แสนมีเสน่ห์ของเด็กสาวนาม ลาปิส รีเรชั่น

“นี้ๆ พิสูจน์ปีศาจ? คืออะไรงั้นรึ? ลาปิส?”คนบ้าที่เริ่มกลับมามีสาระอย่างเชนย่าเอ่ยถามออกมา เป็นคำถามที่ดูจะมีสาระแต่ดันไม่ควรถามที่สุดเลยเพราะอะไรรู้ไหมเชนย่า?

“นายไม่ได้ฟังที่อาจารย์เขาอธิบายตอนที่เราเรียนพื้นฐานกันหรอกเหรอ เชนย่า?”เจเนซิสเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าอึ้งๆ

“หึหึหึ ท่านเชนย่าสุดหล่อผู้นี้เคยฟังซะที่ไหนล่ะอีกอย่างถึงฉันจะทำการบ้านส่ง แต่ฉันก็ลอกนายเป็นประจำไม่ได้ทำเองเลยสักครั้ง แถมไอ้ที่ลอกไปน่ะฉันก็ไม่เคยจะใส่ใจจำมันสักกะนิด!”เชนย่าเอ่ยออกมาด้วยท่าทางภูมิใจราวกับว่าเขามีสติปัญญาสูงส่งล้ำเลิศสะแมนแตนเหนือใครทั้งมวล แต่ อนิจาไอ้ที่มีปัญญาเลิศก็ท่าทางจะจริงอยู่แต่เลิศจากท้ายล่ะนะ

“นี้นายแน่ใจนะว่าไม่ได้มาเรียนผิดโรงเรียนนะ”ยูเรียน่าเอ่ยถามพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากราวกับเป็นสีหน้าชวนอึ้งแบบที่เห็นในหนังสือการ์ตูนไม่ก็ปาน แต่ก่อนที่ทั้งหลายทั้งมวลจะได้ชมปัญญาเลิศๆของเชนย่าต่อนั้น เด็กสาวนาม ลาปิส รีเรชั่นก็มาเบรกทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการอธิบายให้เชนย่าฟัง

“พิสูจน์ปีศาจ เป็นชื่อทฤษฎีนะค่ะถ้าภาษาอังกฤษจะเรียกว่า“Devil Proof”เป็นทฤษฎีบทที่ว่าด้วยการพิสูจน์สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงหรือสิ่งที่คลุมเครืออยากต่อการพิสูจน์ หลักการง่ายๆของมันจะใกล้เคียงกับคำที่ว่า“การพิสูจนว่ามีนั้นง่ายกว่าการพิสูจน์ว่าไม่มี” แต่ตัวทฤษฎีไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเรียนการสอนของหลักสูตรปราบปีศาจหรอกค่ะ แค่ยืมชื่อมาเฉยๆเพราะว่าการที่เราต้องตรวจค้นหาและระบุตัวปีศาจนั้น ก็เรียกกระบวนการนั้นว่าการพิสูจน์ปีศาจเหมือนกัน”

เจเนซิส อาร์คไอร์ม แอบเห็นว่าลาปิสเวลาพูดอธิบายเรื่องทำนองนี้แล้วน้ำเสียงจะดูสดใสร่าเริงกว่าปกติ ซึ่งเชื่อขนมกินได้เลยว่าเธอต้องยิ้มขณะที่พูดไปด้วยแน่ๆ แม้ว่าการยิ้มของเธอนั้นหมายถึงการขยับปากออกจากตำแหน่งเดิมไปแค่ศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ศูนย์หนึ่งพิโคเมตรเองก็เถอะแต่ดูจากน้ำเสียงแล้วมันสามารถอนุมานได้แบบนั้น ซึ่งบางที นี้ก็นับเป็นศาตร์ที่สามารถให้คำตอบได้แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันก็ตามที

“แล้วจะไปตรวจหาให้ยุ่งยากทำไมล่ะ? เจอหน้าก็ซัดเปรี้ยงให้หมดก็พอแล้วไม่ใช่รึไง? หน่วยปราบปีศาจของพวกเรามีหน้าที่แบบนั้นไม่ใช่หรือลาปิส!”ในขณะที่พูดคำว่าซัดเปรี้ยง ก็เหวี่ยงไม้เหวี่ยงมือประกอบท่าทางไปด้วยสมเป็นไอ้บ้าจริงๆ คึกตลอดเวลาและคึกตลอดศกจริงๆ

“ฉันว่านายลาออกแล้วไปสมัครใหม่ปีหน้าเถอะไม่สิไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนเลยรึไงว่างานของหน่วยปราบปีศาจน่ะมีอะไรบ้าง?”ยูเรียน่าที่เริ่มจะปวดขมับกับความบ้าของเชนย่าเอ่ยออกมา บัดนี้เหงื่อเม็ดโตบนหัวยูเรียน่าเพิ่มมาเป็นเม็ดที่สองเสียแล้ว

“ถ้ามีแค่นั้นก็ดีสิเชนย่าแต่มันไม่เป็นแบบนั้นน่ะสิ”เจเนซิสเอ่ยอธิบายก่อนจะชูนิ้วแล้วเริ่มร่ายยาวออกไปทันทีว่า

“เพราะว่ามี“กฎแห่งโลก”อยู่นะทำให้พวกปีศาจเองไม่สามารถแสดงรูปร่างที่แท้จริงของพวกมันออกมาได้ก็เลย”เจเนซิสหยุดพูดไปกระทันหัน เมื่อเกิดเสียงดังครืนต่อเนื่องขึ้น ราวกับอะไรสักอย่างถูกเลื่อนผลักให้เปิดออกพร้อมเสียงของวัตถุที่ถูกครูดลากไปกับพื้นทั้งลาปิสและเจเนซิสหันควับไปทางต้นเสียงที่ทั้งคู่ได้ยินทันที ต้นเสียงที่ทั้งเขาและเธอคิดเดาขึ้นไว้ในใจและมันก็ดันบังเอิญเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมายเสียด้วย ประตูห้องทดสอบนั้นเอง

[ฟัง! จะประกาศแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น นักเรียนทุกคนที่พร้อมให้เดินเข้าไปในห้องเพื่อทำการทดสอบได้เลย โดยระบบของห้องสอบนี้นั้นจะเป็นมิติเวทมนต์เสมือน เพราะเช่นนั้นไม่ต้องกลัวว่าห้องจะแออัด หรือกลัวว่าคนอื่นจะเห็นการทดสอบของตัวเอง การทดสอบจะมีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการไขปัญหา ส่วนที่สองจะเป็นการทดสอบจิตใจและทดสอบทักษะการต่อสู้ มีเวลาให้เตรียมตัวประมาณสิบห้านาที แต่ถ้าใครพร้อมก็เข้าห้องได้เลย และเมื่อผ่านไปสิบห้านาทีประตูห้องจะปิดโดยอัตโนมัติ คนที่ยังไม่เข้าไปในห้องสอบ ถือว่าขาดสอบ!]

เสียงประกาศที่พลันปรากฎขึ้นมาเมื่อประตูถูกเปิดอ้าออกมาจนสุดนั้น นักเรียนทุกคนต่างล่วงรู้ทันทีว่ามันเป็นเสียงของใครแม้แต่เจ้าบ้าอย่างเชนย่าก็ถึงกับผวาเมื่อได้ยินเสียงนี้ มันเป็นเสียงของอาจารย์เจ้าระเบียบประจำโรงเรียนบลูทาวเวอร์ ชายวัยกลางคนที่ร่างกายแข็งแรงกำยำ ผิวคล้ำและมีรอยแผลเป็นปรากฎขึ้นหลากหลายแห่งทั่วร่างกาย แม้ว่าจะใส่ชุดสูทสีเขียวอ่อนและกางเกงสีเดียวกันเพื่อปกปิดไว้นั้น รอยแผลเหล่านั้นก็ยังมีบางส่วนที่ปรากฎโฉมออกมาให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยตามแขนขาและแผลเป็นบนใบหน้า นิ้วมือที่หยาบกระด้างและมีรอยขีดข่วนเล็กๆอยู่ทั่วฝ่ามือ ผมบนหัวของอาจารย์ผู้มีบุคลิกและท่าทางเหมือนทหารผ่านศึกคนนี้กลายเป็นสีขาวเต็มทั่วหัว น้ำเสียงแข็ง แหบและหยาบ ทั้งหมดทั้งมวลที่อธิบายไปคือบุคลิกของ“เกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟ”อาจารย์ฝ่ายปกครองประจำโรงเรียนบลูทาวเวอร์คนนี้นิเอง!

“เสียงเจ้ายักษ์นั่นฟังกี่ครั้งก็ยังอดสยองไม่หาย”เชนย่ารำพึง แม้แต่เจ้าบ้าที่อาจารย์ที่ว่าเฮี้ยบนักดุหนายังด่าไม่เข้าหัวเฉ่งไม่เข้ากระโหลก ถึงกับกลัวจนเหงื่อตกตัวสั่นได้ขนาดนี้แสดงว่าเกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟไม่ใช่บุคคลธรรมดาเสียแล้ว

[สำหรับนักเรียนชายที่ขาดสอบครูจะถือว่าพวกเธอไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอ]

เสียงประกาศที่ถูกถ่ายทอดมาที่หน้าห้องทดสอบโดยไม่มีอุปกรณ์ใดๆในการใช้กระจายเสียงตามหลักวิทยาศาตร์นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะเวทมนต์และคริสตัลพิเศษที่ถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆของโรงเรียนต่างหาก คริสตัลที่ต้องมนต์เหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนเป็นอุปกรณ์รับคลื่นเสียงจากเมนคริสตัลในห้องกระจายเสียงและตามไมค์ที่ติดตั้งเอาไว้ และทำการแผ่คลื่นเสียงออกมาโดยรอบ เมื่อผสมกับสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปทรงกระบอกหอคอยอย่างโรงเรียนบลูทาวเวอร์แล้ว มันก็มีความดังมากพอหลายเดซิเบลที่จะกระจายให้ได้ยินกันทั่วบริเวณและทั่วโรงเรียนหากผู้ประกาศต้องการที่จะให้ได้ยิน

“พะ พูดคำว่าลูกผู้ชายแล้ว!”เจเนซิสเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรนทันทีราวกับว่ามันเป็นปฎิกริยาตอบสนองเวลาที่เขาเจอเรื่องอันตรายสุดๆในระดับชีวิตจะวอดวายไม่ก็ปาน

“เฮ่อ อีกแล้วเหรอเนี่ย”ยูเรียน่าเอามือกุมขมับราวกับเหนื่อยอกเหนื่อยใจต่อคำพูดของอาจารย์ฝ่ายปกครอง

“มะ ไม่นะ รึ รึว่า!!!”เชนย่าทำหน้าอึ้งกิมกี่ ก่อนจะเบิกตาโพล่งแล้วรีบเอามืออุดหูในทันใด จะว่าไปนอกจากเชนย่าแล้ว นักเรียนชายหลายสิบคนในลานที่ได้ยินก็เหงื่อตกเหงื่อแตกราวกับว่าคำพูดของอาจารย์เกรย์ที่กำลังจะเอ่ยต่อไปเป็นเรื่องน่าสยดสยองผองเกล้าจนขนลุกขนพองไปทั่วทั้งตัว

[บทลงโทษสำหรับคนที่ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอก็คือ ถูกฉันตุ๋ยตูด!!!]

ผมไม่ได้พิมพ์ผิดหรือท่านไม่ได้อ่านผิดแต่อย่างใด อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนบลูเทาเวอร์นามเกรย์ เฮิบส์ไดร์ฟคนนี้เป็นเกย์สมชื่อ ได้ยินมาว่าเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อนสมกับรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอกนั่นแหละ แต่เพราะว่าการอยู่ในสนามรบนานๆห่างจากบ้านและครอบครัวอันแสนสงบสุข ทำให้เขาได้ค้นพบกับพลังสีม่วงที่ยากจะต้านทานได้ จากการที่ได้ลิมลองรสชาตินั้นในตอนที่หน้ามืดตามัวกับบั้นท้ายของเพื่อนทหารคนสนิททำให้เขาติดใจและตัดสินใจเดินเข้าหาวิถีแห่งชายเหนือชายนี้อย่างองอาจ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาก็เดินทางกลับไปยังบ้านพร้อมหย่ากับภรรยาทันที เหตุการณ์หลังจากนั้นขอละไม่พูดถึงเอาไว้ก็แล้วกัน เพราะเพียงแค่นี้เจเนซิส เชนย่าและบรรดานักเรียนชายอีกจำนวนกว่าร้อยคนก็ต่างพากันจับก้นตัวเองทันทีโดยมิได้นัดหมาย

“ให้ตายสิ แม้แต่อาจารย์เองก็ด้วย ผู้ชายเนี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่บ้าๆบอๆดีชะมัดเลย”ยูเรียน่ากระปอดกระแปด สำหรับเธอแล้วไอ้คำขู่แบบนี้คงโดนมองว่าไม่สมกับเป็นอาจารย์และไร้สาระสิ้นดีเลยสินะ

“อะ แล้วก็ ต่อจากที่พูดไปเมื่อกี้นะเชนย่า กฎแห่งโลกนะก็คือพันธสัญญาที่มวลมนุษย์ทำข้อตกลงกับเหล่าปีศาจ เรียกได้ว่าตั้งกฎขึ้นมาซึ่งกันและกันเพื่อรักษาความได้เปรียบของทั้งคู่เอาไว้นะ”เจเนซิสเอ่ยอธิบายต่อ ซึ่งก็เป็นหัวข้อที่เชนย่าสงสัยก่อนที่จะถูกประกาศขัดจังหวะจากอาจารย์เกรย์ ซึ่งเขาคิดว่าการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบนี้จะทำให้ความรู้สึกสยดสยองที่พึ่งได้รับมาห่างหายไปได้

“กฎที่ว่านี้ก็คือ เหล่าปีศาจจะไม่สามารถสำแดงร่างของมันที่แท้จริงบนโลกนี้ได้เว้นแต่ว่าจะมีมนุษย์เรียกและอัญเชิญมันออกมา และเมื่อเรียกปีศาจเหล่านั่นแล้ว พวกมันจะไม่ปรากฎร่างของมันออกมาแต่จะปรากฎตัวออกมาในรูปแบบ“แรงกระตุ้น”ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมันได้ มันจะไปเข้าสิงมนุษย์และกระทำสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดออกมา”เจเนซิสเริ่มร่ายยาวซึ่งเมื่อถึงตอนนี้แล้ว ลาปิสที่ฟังอยู่ก็ถือโอกาศผสมโรงอธิบายเพิ่มเข้าไปด้วยว่า

“สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การเข่นฆ่าสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง หรือการที่มนุษย์ฆ่ามนุษย์นั่นแหละค่ะ แต่ว่าพวกเราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อของ“การฆาตกรรม”เมื่อมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นและตรวจสอบเค้าไอของเหล่าปีศาจได้ พวกเราก็จะถูกส่งไปคลี่คลายคดีและกำจัดปีศาจเหล่านั่น ซึ่งนั่นก็คือหน้าที่ของพวกเรานักเรียนที่เรียนหลักสูตรปราบปีศาจยังไงละ”

“ถ้าไม่ใช่พวกเราไปสืบสวนแล้วละก็ แรงกระตุ้นนั่นก็จะไม่ถูกตรวจจับ ถึงแม้ว่าจะสรุปคดีได้ถูกหรือผิด แรงกระตุ้นที่ไม่มีใครตรวจเจอนั่นก็จะสามารถปรากฎกายและกลายมาเป็นปีศาจ ออกอาละวาดได้ในที่สุด”เจเนซิสเอ่ยอธิบายต่อเพิ่มไป จะว่าไปแล้วทั้งลาปิสและเจเนซิสเองต่างก็พูดต่อเนื่องกันสลับไปมาได้อย่างเป็นธรรมชาติทั้งๆที่พึ่งเคยเจอกันแค่วันแรกแท้ๆ เรียกได้ว่าทั้งคู่มีอะไรที่คล้ายๆกันเป็นสิ่งดึงดูด คนที่มีอะไรคล้ายๆกันมักจะใช้เวลาทำความเข้าใจกันไม่นานและมักจะสามารถเกื้อหนุน สนับสนุนหรือรับมุขส่งมุขอีกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“แล้วก็นะ ในหลักสูตรปราบปีศาจเองก็มีให้เลือกสายเรียนที่ต่างกันอยู่เช่นสายสืบ....”เจเนซิสหยุดพูดไปซะดื้อๆเมื่อเห็นยูเรียน่าส่งภาษามือออกมาโดยการยกมือขึ้นเสมออกแล้วทำเหมือนเป็นท่ากั้นให้หยุด เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเซ็งๆว่า

“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะทั้งสองคนแต่ว่า หมอนั่นนะ ไม่อยู่แล้ว”ยูเรียน่าอธิบายกระชับฉับไว หมอนั่นที่เธอพูดถึงก็ไม่ใช่ใครอื่น เจ้าบ้าเชนย่านั่นเอง และเมื่อเจเนซิสหันไปดูตรงตำแหน่งที่เชนย่ายืนอยู่เมื่อครู่ ก็พบเห็นเพียงแต่ความว่างเปล่าเท่านั่น ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดยืนหรือปรากฎอยู่ในบริเวณนั่นมาได้สักพักแล้ว

“ยูเรียน่า? คุณเชนย่าหายไปไหนเหรอ?”ลาปิสหันควับกลับมาถามเพื่อนสาวที่ทัก แต่เพราะอะไรก็ไม่ทราบ คำถามนี้ยิ่งทำให้ยูเรียน่าปวดหัวยิ่งกว่าเดิมซะอีก

“นี้พวกเธอ ไม่ได้สังเกตุรอบๆตัวเลยใช่ไหมตอนพูดอธิบายอยู่นะ”ยูเรียน่าถามเพื่อยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีในหัวของเธอเป็นครั้งสุดท้าย และเมื่อพบกับภาษากายที่เป็นคำตอบคือทั้งลาปิสและเจเนซิสโยกหัวพยักหน้าลงมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มันก็แทบจะทำให้เธอปรอทแตกทันที

“หมอนั่นนะ มันวิ่งหายไปตั้งแต่ได้ยินประกาศแล้วนะ! เชื่อเขาเลยสิ! ฉันไม่นึกเลยว่าลาปิสจะเจอคู่นะเนี่ย เอาเถอะฝากดูแลเพื่อนฉันดีๆด้วยนะ”ยูเรียน่าที่ตอนแรกเองก็ไม่ค่อยจะไว้วางใจเจเนซิสสักเท่าใดนักเพราะว่าเจเนซิสปรากฎตัวออกมาพร้อมกับเชนย่า แต่ตอนนี้ความไม่ไว้วางใจในหัวของเธอพลันเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว ก็แหง่ละตั้งแต่เธอคบกับลาปิสมาเกือบๆจะสิบปี ตั้งแต่แรกพบสาวน้อยนิ่งเงียบเข้าใจยากคนนี้ในชั้นเรียนประถม แทบจะไม่มีผู้ชายคนไหนสามารถพูดคุยต่อเนื่องกับลาปิสได้นานขนาดนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะความร่าเริงเต็มเปี่ยมของยูเรียน่า ปัจจุบันสาวน้อยเข้าใจยากคนนี้คงขาดแคลนเพื่อนเป็นแน่แท้ เพราะแบบนั่น ยูเรียน่าเองเลยไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่มีความคล้ายคลึงกับลาปิสชนิดขนาดเหม่อพูดยังเหม่อเหมือนกันเปี้ยบนี้ยังไม่นับเรื่องที่พูดแล้วส่งต่อกันราวกับซ้อมไว้ก่อนอีกด้วยและที่สำคัญคนที่คล้ายคลึงกับลาปิสขนาดนี้ดันเป็นเพศตรงข้ามเสียอีกต่างหาก

“เอะ ขะ ขอโทษนะครับที่บ่นอะไรประหลาดๆให้ฟังนะ”เจเนซิสเมื่อฉุกนึกได้ว่าทำอะไรเปิ่นๆออกไปเจ้าตัวเลยรีบขอโทษขอโพยออกมาก่อนทันที ซึ่งก็เป็นนิสัยปกติของเขาอยู่แล้วเมื่อทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามให้กับคนที่พึ่งเจอหน้ากันไม่นานเจเนซิสย่อมต้องรีบขอโทษออกไปทันที

“อะ ตายแล้ว ฉันทำให้ยูเรียน่าลำบากใจสินะ ขอโทษด้วยจ๊ะ”ส่วนลาปิสเอง ก็ออกอาการตามไสตล์ของเธอ แม้หน้าจะไม่แสดงแต่ก็พยามสื่อน้ำเสียงออกมาสุดฤทธิ์สุดเดชเนื่องจากเธอเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างแคร์คนอื่นมากกว่าที่เห็นจากภายนอกเมื่อเธอทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีลงไปไม่ว่าเธอจะผิดหรือถูกเธอเองก็จะเอ่ยปากขอโทษออกไปก่อนทุกครั้ง

แม้ว่าสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่พูดขอโทษออกมาโดยมิได้นัดหมายนั่นจะแตกต่างกัน แต่ทว่าลงท้ายแล้วทั้งคู่ก็ต่างเอ่ยปากขอโทษออกมาเหมือนๆกัน ช่างเป็นเด็กสาวและเด็กชายที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ไม่ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ราวกับทั้งคู่เป็นเส้นตรงที่ขดเป็นเกลียวคู่เข้าหากันไม่ก็ปาน

“พะ พอที! โอเค ฉันเข้าใจแล้วไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วละ!”ยูเรียน่าที่ในที่สุดก็เข้าใจถึงความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดของทั้งคู่ก็ตัดสินใจสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจ้ำอ้าวเข้าไปยังห้องทดสอบทันที และแน่นอนว่าทั้งคู่ก็คงยังไม่รู้ตัวเหมือนเดิมนั่นแหละว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ยูเรียน่าเกิดอาการเหนื่อยหน่ายใจจนต้องเดินหนีจากไป เจเนซิสและลาปิสต่างหันมามองหน้ากันอย่างงๆอยู่ครู่นึงแล้วเบือนสายตากลับไปยังแผ่นหลังของยูเรียน่า ที่ค่อยๆถูกกลืนหายไปกับความมืดที่อยู่ในห้องทดสอบก่อนจะขยับสายตาหันกลับมาจ้องมองกันอีกครั้ง

“ขอโทษด้วยนะครับ เพราะผมแท้ๆคุณยูเรียน่าถึงได้ทิ้งคุณลาปิสเข้าไปก่อนน่ะ”มาถึงขั้นนี้แล้วเจเนซิสเองก็ยังคงขอโทษขอโพยไม่เลิกส่วนลาปิสนะเหรอ ก็น่าจะเดาๆกันได้สินะครับ

“ไม่ใช่ความผิดของเจเนซิสหรอกค่ะ เพราะว่าฉันไม่เตือนเองต่างหาก”และนี้ก็คือคำตอบของเด็กสาว เด็กสาวและเด็กชายที่มีความสัมพันธ์คล้ายๆกับเส้นเกลียวคู่ เหมือนจะเป็นสิ่งเดียวกันแต่ก็ไม่ติดกัน แต่ทว่ารูปร่างที่ดูแปลกประหลาดเหล่านี้กลับเป็นรูปร่างที่สามารถแสดงออกได้ถึงตัวตนของมนุษย์ได้มากที่สุด เพราะมันเป็นรูปร่างแบบเดียวกับโครงสร้างของดีเอ็นเอนะสิ

[เหลืออีก5นาที!]

ต้องขอบคุณอาจารย์เกย์ เพราไม่งั้นทั้งสองคนก็คงจะผลัดกันขอโทษขอโพยไม่ก็หัวข้อสนทนาออกอ่าวไปแบบกู่ไม่กลับ เมื่อทั้งคู่ลองหันไปมองรอบๆตัว ก็ไม่พบใครอื่นอีกแล้ว ทุกคนเข้าห้องทดสอบกันไปหมดแล้วสินะ

“ไปกันเถอะครับ คุณลาปิส!”เจเนซิสที่พอเห็นสภาพรอบตัวแล้วก็รีบเอ่ยขึ้นมาทันที เด็กสาวพยักหน้าให้เขาเบาๆ แม้ว่าจะเป็นสีหน้าที่เรียบเฉยแต่เจเนซิสก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นจางๆที่ออกมาจากตัวเธอ อาจจะเป็นเพราะท่าทีและท่าทางของเธอตอนนี้ด้วยกระมั้ง

“จ๊ะ เจเนซิสเองก็พยามเข้านะค่ะ”เธอเอ่ยตอบเขาออกมา ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินไปที่หน้าประตูห้องทดสอบ นี้คงเป็นส่วนหนึ่งของมนต์มิติเสมือนที่อาจารย์ว่าไว้เป็นแน่แท้ ทั้งๆที่อยู่ใกล้ขนาดนี้แต่กลับไม่เห็นถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน การที่ต้องเข้าไปในยังสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีอะไรคอยอยู่ บางทีมันก็บั่นทอนกำลังใจได้เช่นกัน

“ถ้างั้น ฉันไปก่อนนะค่ะ เจเนซิสฉันหวังว่าจะได้อยู่กลุ่มเดียวกันนะ”ลาปิสเอ่ยก่อนเธอจะเดินหายเข้าไปในสีดำที่อยู่อีกฝากของประตู

“อะ”

ดูเหมือนเจเนซิสที่กำลังกลัวสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะสะดุ้งเล็กน้อย ทั้งๆที่เขากำลังกลัวและชั่งใจในสิ่งที่เห็นอยู่แท้ๆ แต่ลาปิสที่อยู่ข้างๆเขากลับไม่ได้มีทีท่ากลัวหรือฉงนเลยแม้แต่น้อยเธอเดินเข้าไปในห้องนั่นอย่างมั่นใจ การกระทำของเด็กสาวเมื่อครู่ทำให้เด็กหนุ่มต้องมามองและทบทวนตัวเองใหม่ บางทีเขาอาจจะคิดไปเองก็ได้เพราะเขาไม่สามารถอ่านความรู้สึกของลาปิสได้จากสีหน้าของเธอเนื่องจากลาปิสเป็นเด็กสาวที่สีหน้าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากใบหน้าที่ซังกะตาย แต่ทว่าเจเนซิสเองก็เชื่ออยู่ลึกๆว่าเธอไม่ได้กลัวสีดำนั่น ไม่ได้กลัวสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและไม่ได้กลัวสิ่งที่เธอจะต้องไปเผชิญ

เมื่อคิดได้ดังนั่น เจเนซิสจึงตัดสินใจก้าวเดินเข้าไปในความมืดสีดำนั่น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดและการเตรียมใจรับมือปัญหาที่จะพุ่งเข้ามา ก็เป็นคุณสมบัติที่เขาจะต้องมีให้ได้เพื่อที่จะเอาไว้ใช้ในการพิสูจน์ปีศาจเช่นกัน

-------------------------------

Stage 1 –เด็กชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์ดุจดับเบิลเฮลลิกซ์- End.