Dianthus Stage [Prologue]

posted on 26 Feb 2011 19:05 by srwkung in Fiction
เอาล่ะ จะเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อนดีน่ะ?

จริงๆแล้วการเริ่มต้นเล่าเรื่อง มักจะต้องเริ่มจากเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ ไม่ก็ชวนให้คนอ่านรู้สึกอยากจะติดตามเนื้อเรื่องต่อไป แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่เปิดเรื่องโดยการอธิบายภาพรวมกว้างๆราวกับกำลังเลคเชอร์ประวัติศาตร์ให้คนอ่านฟัง ซึ่งบางทีคนที่อ่านเองก็ไม่ได้อยากจะรู้เรื่องหรอก แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉากแรกออกจะแปลกๆอยู่สักหน่อย ฉากแรกที่ว่าด้วยการพานพบของเด็กหนุ่มและเด็กสาวใต้ต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียน สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยเป็นฉากประกอบ มีเสียงหญ้าขยับและใบไม้ไหวดังเป็นแทร็คหลัง แต่ไอ้รายละเอียดปลีกย่อยนั้นไม่สำคัญเท่ากับสีฟ้าและสีขาวพาดเป็นลายทางหรอก

ใช่สีฟ้าและสีขาวนั้นคือลายกางเกงใน

-------------------------------

Prologue –ฉากเบิกม่านที่เริ่มจากขนมปังถึงสนยักษ์และจบด้วยกางเกงใน-

-------------------------------

มันเป็นสถานการณ์ที่พูดยาก สำหรับเด็กหนุ่มนาม “เจเนซิส อาร์คไอร์ม” เขากำลังอยู่ในท่าหัวทิ่มพื้น ขาชี้ฟ้า หลังพิงไปกับต้นไม้ใหญ่ในลักษณะที่เรียกได้ว่าดูไม่จืดราวกับเจเนซิสเป็นตัวหอยทากไม่ก็ตัวสล็อตที่ไหลลงมาจากรากขนาดยักษ์ พนันได้เลยว่าสภาพของเด็กหนุ่มที่เกิดขึ้นตอนนี้หรือไอ้ท่าประหลาดๆนี้แหละ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเจเนซิสคิดจะอุตริทำแน่ๆ

เหตุผลสำคัญก็คือ ไม่มีใครในโลกอยากมาอยู่ในท่าบ้าแบบนี้หรอก เหมือนกับให้คุณยืนขาเดียวทั้งวันคุณก็ไม่ชอบใช่ไหมล่ะ? การเอาหัวทิ่มลงแบบนี้นอกจากจะเสียสมดุลร่างกายตามปกติแล้ว ยังส่งผลให้เลือดไหลผิดทิศผิดทางด้วย ตามปกติแล้วมนุษย์เราที่อาศัยอยู่ในโลก ของเหลวในร่างกายอาทิเช่น เลือดนั้น มันจะไหลไปกองอยู่ในครึ่งล่างของร่างกายมากกว่าครึ่งบน ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าแรงดึงดูดนั่นเอง เจเนซิสเองก็เช่นกันเขาไม่ได้อยากมาอยู่ในท่านี้เลยสักนิดแต่สาเหตุที่ทำให้เขาต้องอยู่ในท่านี้ก็ไม่พ้นอื่นใดนอกจากแมว

ใช่ แมว เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบนาทีก่อน

“หยุดเดี้ยวนี้นะเฟ้ย!”

เป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ เมื่อเด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบโรงเรียนผู้ดีประจำเมืองกำลังวิ่งไล่แมว แมวสีขาวมีจุดสีส้มประปรายบนตัวนั้นทำให้สามารถอนุมานอย่างง่ายดายออกมาได้ว่า เป็นแมวพันธุ์ทางอย่างไม่ต้องสงสัย และการที่มันไร้ซึ่งปลอกคอ รวมถึงเนื้อตัวมอมแมมเหมือนกับไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ก็ทำให้สามารถเดาได้อีกว่า แมวตัวนี้จะต้องเป็นแมวจรจัดอย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ จุดน่าสนใจของเจ้าแมวตัวนี้ เห็นทีจะมีเพียงอย่างเดียว นั้นก็คือ ที่ปากของมันกำลังคาบขนมปังปิ้งที่มีรอยกัดแหว่งๆอยู่ตรงมุมหนึ่งของขนมปัง น่ากลัวว่าเจ้าแมวน้อยตัวนี้จะไปคุ้ยมาจากถังขยะแถวๆนี้แน่เลย

“เอาข้าวเช้าฉันคืนมาน่ะเฟ้ยเจ้าแมวบ้า!!!” เด็กหนุ่มที่วิ่งไล่ตามอยู่ร้องตะโกนไล่หลังเจ้าแมวจอมซน หืม ข้าวเช้า? ท่าทางข้อสังเกตที่ว่าไปคุ้ยมาจากถังขยะจะตกไปซะแล้วสิ

“ดูสิดูสิ วิ่งไล่แมวด้วยล่ะ~”

“แย่งอาหารกับแมว? น่าสมเพศว่ะ!”

“พยามเข้าน่ะเฟ้ย เจ้าเมี้ยว!”

และอีกหลายๆเสียงที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณที่ชายหนุ่มกับเจ้าเหมียวน้อยวิ่งไล่จับและวิ่งผ่านไป บรรดาคนที่ซุบซิบนินทาก็ไม่ใช้ใครอื่นนอกจากนักเรียนของโรงเรียนผู้ดีประจำเมือง“บลูทาวเวอร์”แห่งนี้นิเอง!

บลูทาวเวอร์ ถือว่าเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในเมือง“ไชน์นิ่งสกาย”แห่งนี้ เนื่องด้วยรูปร่างลักษณะและการออกแบบที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับหอคอยในสมัยยุคกลาง ซ้ำยังทาสีเป็นสีน้ำเงินออกครามจึงได้ชื่อว่าบลูทาวเวอร์มา มันมีความสูงที่สูงกว่าอาคารทั่วๆไปในบริเวณใกล้เคียงทำให้สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างโดดเด่น อันที่จริง มันเป็นอาคารที่สูงที่สุดในตัวเมืองเสียด้วยซ้ำ รอบๆหอคอยที่ใช้เป็นอาคารเรียนนั้นเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ อันประกอบไปด้วยทะเลสาบขนาดเล็กและสวนสาธารณะขนาดย่อมๆ รวมถึงลานออกกำลังกาย สนามบอล สนามบาสกลางแจ้ง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถูกห่อด้วยกำแพงอิฐสีแดงตุ่นๆอีกชั้น ตัวกำแพงมีความสูงราวๆสองเมตรครึ่งถึงสามเมตร เนื่องด้วยสภาพรอบๆและตัวอาคารที่เป็นจุดสนใจถึงเพียงนี้ สถานที่แห่งนี้เลยกลายเป็นจุดสนใจประจำเมืองไชน์นิ่งสกายแห่งนี้ไปโดยปริยาย

สำหรับบลูทาวเวอร์แห่งนี้เป็นโรงเรียนคุณหนูผู้ดีมีสกุลก็จริง การเรียนการสอนก็เปิดแค่ชั้นมัธยมปลายสามปีเท่านั้น แต่ทว่าหลักสูตรที่นี้ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย เพราะที่นี้ไม่ได้สอนแบบโรงเรียนมัธยมปลายปกติ แต่เป็นโรงเรียนหลักสูตรพิเศษที่เรียกกันว่า “Demonic Scratch” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าหลักสูตร“ปราบปีศาจ”

บนโลกใบนี้นั้น วิทยาศาตร์ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆกับเวทมนต์ การหลอมรวมของสองศาตร์ที่เปรียบดังเส้นคู่ขนานกันก่อให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์มากมายขึ้นนับไม่ถ้วนบนโลก แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่มหัศจรรย์เหล่านั้นจะเป็นเรื่องดีไปเสียหมด เพราะการค้นพบรหัสและประตูที่เชื่อมต่อโลกมนุษย์เข้ากับภพปีศาจ ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากนานับประการติดตามมา เพื่อความปลอดภัยของเผ่าพันธ์มนุษย์ พวกเขาได้ปิดผนึกรหัสเชื่อมต่อนั้นไป แต่ก็ยังมีคนบางจำพวกที่คิดจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นอยู่

และนั่นก็คือเหตุผลของการจัดตั้งหลักสูตรปราบปีศาจ เพื่อฝึกฝนเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถต่อกรกับปีศาจที่ถูกลักลอบอัญเชิญมาจากภพปีศาจได้ รวมถึงตรวจสอบที่มาและจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืนอัญเชิญมันออกมา จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากหน่วยพิเศษหรือพวกตำรวจลับเท่าไรนักหรอก หากแต่ว่าการต่อกรกับบรรดาอสูรจากภพปีศาจนั้น ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และอาวุธของมนุษย์เองนั้น ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อเหล่าปีศาจได้ จากการค้นคว้าและวิจัยอย่างยาวนาน ทำให้มนุษย์ชาติสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า“Drive Arms”อาวุธเวทมนต์ที่มีความสามารถในการต่อกรกับเหล่าอสูรเหล่านั้นได้ และการฝึกฝนเพื่อให้ใช้Drive Armsได้คล่องนั้นก็เป็นหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนบลูทาวเวอร์แห่งนี้

เนื่องจากหลักสูตรปราบปีศาจ มีโรงเรียนที่เปิดสอนอยู่บนโลกไม่มาก ทำให้ที่นี้เองมีนักเรียนจากหลายเชื้อชาติเข้ามาร่ำเรียน กอปรกับชื่อเสียงและคุณภาพการสอนของบลูเทาเวอร์ที่ติดหนึ่งในห้าโรงเรียนสุดยอดของสายปราบปีศาจ ทำให้แทบจะสามารถหาคนหลายเชื้อชาติและจากนานาๆประเทศทั่วโลกในโรงเรียนแห่งนี้ได้
 
แต่ก็ด้วยความสุดยอดของโรงเรียนี้อีกนั้นแหละ หลังจากบรรยายสรรพคุณของโรงเรียนแห่งนี้ไปหลายสิบบรรทัด แน่นอนว่าค่าเทอมของโรงเรียนนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะงั้นบลูเทาเวอร์เลยกลายเป็นโรงเรียนรวมบรรดาคุณหนูจากทั่วโลกไปโดยปริยาย
 
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ดีมีอันจะกินเท่านั้น มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถสอบขอทุนเข้ามาเรียนได้ แต่ก็ต้องรักษาผลการเรียนให้ดีอยู่เรื่อยๆเสมอ มิฉะนั้นจะโดนยึดทุนกลับคืน ด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้โรงเรียนคุณหนูแห่งนี้ไม่ได้มีแต่พวกลูกคุณหนูเข้ามาศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว คนบ้าๆบอๆแต่ดันบังเอิญกามั่วไปซะครึ่งจนสอบติดเข้ามาเรียนอย่าง“เจเนซิส อาร์คไอร์ม”เองเลยมีโอกาสเข้ามาเรียนที่นี้ได้เช่นกัน

“ตันแล้วสิน่ะ!”

ในที่สุดจากการไล่ล่าวิ่งไล่จับเพื่อชิงเอาขนมปังที่โดนขโมยไปคืนเจเนซิส อาร์คไอร์มเด็กหนุ่มผู้ซึ่งมีเรือนผมสีน้ำตาลแก่ มีนัยน์ตาสีเขียวสดใสเป็นประกายเป็นจุดดึงดูดบนใบหน้า แต่ว่า ถ้าหากจะให้พูดจริงๆเขามีใบหน้าที่ไม่น่าจะจดจำสักเท่าไรไม่ใช่ว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไรหรอกน่ะ แต่หน้าตาของเขาไม่รวมนัยน์ตาแล้ว ดูไม่มีจุดเด่นอะไรเลยสักอย่าง จะเรียกว่าหน้าตาจืดชืดเป็นเต้าหู้ถั่วเหลืองก็คงจะว่าได้ เพราะงั้นถึงจะรวมนัยน์ตาสีเขียวสดใสเข้าไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาเป็นที่จดจำต่อคนที่พบเห็น เดินผ่านมากเท่าไรนัก ซ้ำแล้วเขายังไม่ค่อยดูแลรักษาหน้าตาของตนเอง ปล่อยผมเผ้ารกรุงรังเสียจนชนิดที่ว่า ถ้าผมของเขาหยิกงออีกนิดจนมีลักษณะคล้ายกิ่งไม้แห้งแล้วล่ะก็ นกมันต้องใช้หัวเขาเป็นที่ทำรังอย่างแน่นอน

ปลอกแขนสีเขียวที่แขนเสื้อของเจเนซิส บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นนักเรียนปีหนึ่งของบลูทาวเวอร์ โอะ แม้แต่เสื้อผ้ายังมอมแม้มมีรอยเปื้อนสีดำอยู่เป็นจุดๆประปรายทั่วเสื้อ โรงเรียนบลูเทาเวอร์พึ่งเริ่มต้นเทอมใหม่มาได้แค่สองอาทิตย์ ยิ่งกว่านั้นเขาเองก็เป็นเด็กนักเรียนปีหนึ่งซึ่งก็หมายความว่าพึ่งจะเข้าเรียนที่นี้ได้เพียงแค่สองอาทิตย์เท่านั้น ซื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียนควรจะสะอาดสะอ้านชนิดส่องสะท้อนแสงแท้ๆ แต่แค่สองอาทิตย์ก็ทำมันดำเปื้อนไปหมดเสียแล้ว

เจเนซิสไล่เจ้าเหมียวแสนกลจอมซนที่วิ่งหนีเขามาตลอดสิบห้านาทีที่แล้วได้สำเร็จ ตอนนี้มันยืนจังกาสี่ขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ของต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ มันคือต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนบลูทาวเวอร์ ชนิดพันธุ์ของต้นไม้ต้นนี้ก็คือต้นสน แต่ไม่ใช่ต้นสนธรรมดามันคือต้นสน สนยักษ์ซีคัวญ่า พันธ์ต้นสนที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่โตที่สุดในโลก ถึงต้นไม้ในโรงเรียนบลูทาวเวอร์นี้จะไม่ได้ใหญ่ติดอันดับโลก แต่ก็นับว่าใหญ่อยู่ดี เมื่อเทียบกับขนาดต้นไม้ต้นอื่นๆที่อยู่รอบๆ ถ้ากะด้วยสายตาแล้วล่ะก็ ต้นสนต้นนี้น่าจะมีสูงตั้งแต่ฐานถึงยอดราวๆสี่สิบเมตรและมีเส้นรอบวงราวๆยี่สิบห้าเมตรโดยประมาณ ขนาดที่ใหญ่โตของมันนี้สามารถสังเกตได้แม้ว่าจะเดินออกจากรั้วของโรงเรียนบลูทาวเวอร์แล้วก็ตาม

ถึงเจ้าแมวน้อยมันจะเจอทางตันแต่ทว่ามันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเจเนซิสอยู่ดี ต้นไม้ใหญ่แบบนี้ง่ายต่อการปีนก็จริง แต่ดูจากระดับความสูงแล้ว ก็ใช่ว่าเขาจะปีนขึ้นไปได้ง่ายๆ แถมเจ้าเหมียวน้อยตัวนั้นมันยิ่งไต่ระดับปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆอีกเสียนี้

“หยุดน่ะเฟ้ย!”เจเนซิสกราวลั่นก่อนจะเริ่มใช้นิ้วทั้งสิบตะกุยลำต้นและไต่ตัวเองขึ้นไปบนสนซีคัวญ่า พอลองมาปีนต้นไม้ยักษ์แบบนี้ดูเองแล้ว เขารู้สึกว่ามันยากยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเสียอีก แต่ถึงอย่างไรก็ตามชายหนุ่มผู้มีตาสีเขียวประกายเป็นเอกลักษณ์ ก็ถ่อสังขารตัวเองไต่ต้นสนขึ้นมาได้เรื่อยๆ จวบในที่สุดเขาก็ได้เข้าเผชิญหน้ากับศัตรูของเขา เจ้าเมี้ยวสีขาวมีจุดสีส้มตามตัว ปากคาบขนมปังปิ้ง

“ต่อให้เป็นแมวก็เถอะ แต่อย่าคิดน่ะว่าจะมาขโมยมื้อเช้าของฉันได้ง่ายๆ!”เจเนซิสประกาศลั่นออกไป แน่นอนว่าโลกนี้วิทยาศาตร์พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับเวทมนต์ แต่ก็ไม่มีศาตร์ไหนๆที่สามารถทำให้คนกับแมวคุยกันได้รู้เรื่อง เพราะงั้นการที่เจเนซิสโวยวายออกไปแบบนี้ เจ้าแมวเหมียวมันไม่เข้าใจหรอก

ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ตั้งท่า เตรียมจะตระครุบเจ้าสัตว์สี่ขาตัวนี้ ต้องขอบคุณขนาดของกิ่งก้านสนซีคัวญ่าที่ทำให้เขาแทบจะเดินเหินได้สบายแต่ทว่า สิ่งเดียวที่เจเนซิสไม่ได้คาดคิดเอาไว้และมันก็ดันเกิดขึ้นก็คือเจ้าแมวน้อยกระโจนหลบไปข้างๆ ส่งผลให้เขาล้มกลิ้งหงายหลังไถลและไหลตกไปยังพื้นเบื้องล่าง

“เหวอ!!!”

สัญชาตญาณของเจเนซิสโต้ตอบโดยฉับพลัน เขายกมือซ้ายขึ้นแล้วคว้ากิ่งต้นไม้เอาไว้แต่ อนิจา เนื่องด้วยเพราะขนาดกิ่งที่ใหญ่โตนั้นทำให้เจเนซิสไม่สามารถใช้มือของเขาเกาะกิ่งเอาไว้ได้ ถ้าให้อธิบายตามหลักวิทยาศาตร์แล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าแรงเสียดทานมีน้อยทำให้จับไม่อยู่สิน่ะ

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของต้นสนซีคัวญ่า ทำให้เจเนซิสหล่นลงมาได้เพียงครึ่งเดียวจากระยะทางถึงพื้น ตัวเขาก็พานพบกับรากขนาดใหญ่ที่ขึ้นชอนไช ด้วยสภาพของรากที่ทำองศาเป็นมุมกับพื้นดิน ราวกับว่ามันกลายเป็นกระดานลื่นโดยธรรมชาติ ตัวเจเนซิสตกลงกระแทกกับรากเหล่านั้นและกลิ้งตัวลงมาราวกับตกบันไดหลายสิบขั้น

ชุดเสื้อผ้าที่มอมอยู่แล้วของเขานั้น มอมซะยิ่งกว่าเดิมเสียอีก หลังกลิ้งจนหัวหมุนเกือบห้านาทีกว่าๆเจเนซิสก็มาอยู่ในสภาพท่าเดียวกับที่บรรยายไปในตอนแรกหัวทิ่มพื้นและขาชี้ฟ้านั้นเองโดยมีรากขนาดใหญ่ที่จมเข้าไปในดินหนุนหลังของเขาไว้อยู่

สรุปแล้ว แพ้ได้แบบน่าสมเพศสุดๆสิน่ะ เจเนซิส โดนแมวแย่งข้าวเช้าไป ไหนจะตกต้นไม้ล่มกลิ้งลงมาอีก แต่ความซวยที่ยิ่งกว่านั้นของเขากำลังจะบังเกิด

อะ จะเรียกว่าซวยหรือโชคดีกันหว่า?

สีฟ้าและสีขาวพาดกัน เจเนซิสค่อนข้างชอบการลงสีแบบนี้ ทั้งดูอ่อนโยนปนเศร้าจากสีฟ้าและดูสว่างไสวและบริสุทธิ์จากสีขาวยิ่งกว่านั้นมุมในท่าประหลาดๆที่เขาเป็นนี้ก็เห็นสีเหล่านั้นชัดกำลังดีด้วยถ้าไม่ติดที่ว่า

สีฟ้าขาวที่เขาเห็นน่ะมันเป็นลายกางเกงในน่ะสิ

เจ้าของชั้นในสีท้องฟ้านี้เป็นเด็กสาวที่ท่าทางเงียบขรึม เธอมีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มสดราวกับสีอัญมณี ผิวขาวจางๆนั้นทำให้เธอดูมีเสน่ห์ยามที่ต้องกับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ทรงผมของเธอนั้นมัดแกละเอาไว้โดยเรือนผมที่มัดนั้นยาวลงมาถึงระดับเอวทั้งสองข้างลำตัว ทรงผมแกละที่เธอไว้นี้ถ้าเป็นสมัยนี้รู้สึกจะเรียกว่าทรงผมทวินเทล ผมของเด็กสาวมีสีฟ้าอ่อนจนเกือบจะเป็นเฉดสีเทา แกละที่มัดผมนั้นใช้ริบบิ้นสีแดงสดไม่มีลายใดๆในการมัด สวมเครื่องแบบนักเรียนหญิงของโรงเรียนบลูทาวเวอร์ทั้งเสื้อนอก เสื้อใน เนกไทและกระโปรง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ตรงระเบียบแป๊ะๆจากการสังเกตด้วยตาของเจเนซิส ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เขาเอาสายตาออกห่างจากกางเกงในสีฟ้าขาวของเธอแล้วน่ะ ทั้งความยาวถุงเท้าเอย ทรงผมทวินเทลของเธอเอย ดึงและมัดไว้ในระดับที่สม่ำเสมอกัน เรียกได้ว่าแม้แต่เรื่องการแต่งตัวเล็กๆน้อยๆก็ยังพิถีพิถันสุดๆ

บนมือของเธอถือกล่องนมขนาดประมาณ สองร้อยห้าสิบมิลลิลิตรเอาไว้อยู่ด้วย นมรสกาแฟที่เธอกินไม่ใช้สินค้าที่ขายดีเท่าไรของนมยี่ห้อนี้และถ้าเทียบกับนมรสกาแฟยี่ห้ออื่น มันออกจะขมกว่าและใส่คาเฟอีนเยอะกว่ามาก เลยไม่ค่อยถูกปากทั้งนักเรียนชายและหญิงในโรงเรียนสักเท่าใดนัก

“คือ”เธอเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นลูกตาของเจเนซิสเริ่มจะวนกลับไปอยู่ที่ใต้กระโปรงเธออีกแล้ว สงสัยคงจะเป็นเพราะเอาแต่ใช้สายตาพินิจวิเคราะห์ร่างของเธอจนประหม่าไม่กล้าพูดแน่ๆ

“ครับ?”เจเนซิสหันมาตอบรับ แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนท่าทีแฮะ สงสัยติดใจวิวท้องฟ้าใต้กระโปรงเป็นแน่แท้

“คือว่า ทำแบบนี้เข้าข่ายอนาจารนะคะ ช่วยลุกขึ้นด้วยค่ะ”เด็กสาวตอบออกไปเรียบๆ พร้อมด้วยสีหน้าที่นิ่งผิดมนุษย์มนาปกติ ลงเหตุการณ์เป็นแบบนี้แล้ว ผู้หญิงน่าจะต้องร้องโวยวายไม่ก็กรี้ดดังลั่นไปทั่วแล้วนิน่า ไม่ก็หน้าแดงจนควันออกหูแล้วลากเจเนซิสไปซ้อมให้หายลามก แต่นี้กลับไม่ราวกับว่าเธอไม่ใส่ใจถ้าจะถูกเห็นกางเกงใน ไม่สิ เธอเตือนว่าไม่ชอบนิน่า

“ครับผม!!!”เขารีบเปลี่ยนอิริยาบถตัวเองทันทีทันใด เจเนซิสผลิกตัวขึ้นมาเป็นท่านั่งก่อน แล้วค่อยดันตัวยืนขึ้นพร้อมกับก้มหัวขอโทษขอโพยเด็กสาวตรงหน้าทันที

“ขอโทษจริงๆครับ จะให้ผมทำอะไรก็ยอม ให้เป็นเบ๊สามวันสามคืน ใช้ให้ไปทำอะไรที่ไหนเพื่อไถ่โทษก็ไปครับ!!!” ตอบมาเป็นชุดเลยแฮะเจเนซิส

“ไม่ต้องหรอกค่ะ อุบัติเหตุไม่ใช่รึคะ? แล้วก็เป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายด้วยที่จะชอบมองชั้นในของเด็กผู้หญิง เพราะงั้นการที่คุณก้มหัวขอโทษแค่นั้นก็พอแล้วล่ะค่ะ”ผิดคาด ผิดคาดสุดๆ เมื่อเจอเด็กสาวตอบออกมาแบบนี้แล้ว เจเนซิสถึงกับยืนอึ้งทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เมื่อเขาทอดสายตาไปยังใบหน้าของหญิงสาว เธอยังคงตีสีหน้านิ่งเฉยเอาไว้อยู่เช่นเดิมพร้อมกับยกนมรสกาแฟกล่องขึ้นมาดูดพร้อมจ้องหน้าเจเนซิสสวนกลับไปเมื่อเห็นเขาจ้องสายตาอึ้งๆมาหาเธอ

“หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึคะ?”

“อะ เอ่อไม่มีครับ ไม่มี!”เจเนซิสตอบกลับไป ก่อนที่เขาจะสังเกตว่าเธอตอบรับประโยคนี้ของเขาด้วยน้ำเสียงรื่นเริงนิดๆปนผสมผสานกับเสียงหัวเราะเบาๆที่ไม่ต่างจากกระเอมไอ แต่สิ่งเหล่านั่นล้วนต้องสังเกตุถึงจะเห็น นั่นก็เพราะว่าหน้าตาเธอก็ยังเรียบนิ่งเฉยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“สงสัยที่ฉันไม่ตกใจอะไรสินะคะ? แถมตีหน้าเรียบเฉยแบบนี้เสียอีก คือว่า ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันเล็กน้อยน่ะค่ะ อีกอย่างฉันเป็นคนแสดงสีหน้าไม่เก่งเท่าไรด้วย คุณเลยเข้าใจผิดไปแบบนี้น่ะ”

“เอ่อ ครับผม”เขาก้มหัวพยักหน้าหงึกๆให้เธอ เป็นเด็กสาวที่แปลกประหลาดจริงๆ ในตอนนั้นสายตาของเจเนซิสบังเอิญไปสังเกตปลอกแขนชั้นปีของเธอพอดี สีเขียวแฮะ ปีหนึ่งเหมือนกับเขาสิน่ะ

“ว่าแต่ ไปทำอะไรมาล่ะคะ? ถึงได้มาอยู่ในสภาพนี้ได้น่ะ ถ้าไม่รังเกียจช่วยเล่าให้ฉันฟังได้ไหมคะ?”เธอยิงคำถามใส่เจเนซิสด้วยใบหน้าเฉยชาสนิทราวกับกำลังซังกะตายในชีวิตอยู่ไม่ก็ปาน แต่น้ำเสียงกลับตรงกันข้ามแฮะ ถ้าหลับตาไม่มองหน้าคงจะสามารถจินตนาการเธอพูดไปยิ้มไปได้อยู่แน่ๆ เพราะน้ำเสียงของเธอออกจะแหลมเล็กคล้ายๆกับลูกแมว แต่อีกขณะก็เนิบนาบชวนน่าฟังอย่างประหลาดเสียด้วย เธอเองก็ใส่อารมณ์ในน้ำเสียงพอดู ท่าทางจะทำไปเพื่อหลบข้อด้อยในเรื่องการแสดงอารมณ์สีหน้าของตัวเองสิน่ะ

“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ อย่าไปสนใจเลย”แน่นอนล่ะว่าเจเนซิสไม่ยอมเล่าอยู่แล้ว เรื่องน่าขายหน้าอย่างโดนแมวแย่งข้าวเช้าไปเนี่ยจะให้ไปเล่าให้ฟังได้ยังไงกันเล่ามีหวังขายขี้หน้าเขาตายเลยล่ะ แถมเรื่องแบบนี้ยังเอาไปล้อได้อีกสามชั่วโคตรแน่ๆ

“ถ้าเป็นเรื่องขนมปังชิ้นนั้นล่ะก็? ที่โรงอาหารของโรงเรียนก็มีอาหารขายอยู่นะคะ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็อาจจะยังพอซื้อทันอยู่”เธอตอบกลับมาด้วยสีหน้านิ่งผิดมนุษย์เช่นเดิมท่าทางเธอคงเห็นที่เขาไปวิ่งไล่ แมวสิน่ะ ตายล่ะ ตายล่ะ เรื่องหน้าอายแบบนี้หลุดออกไปแล้ว เป็นเจ้าบ่าวใครไม่ได้แน่ๆเลย!

“อะ อืมขอบใจน่ะเธอ?”เจเนซิสเกาหัวแกรกๆระหว่างที่ตอบไป จริงสิเขายังไม่รู้จักชื่อเธอเลยนิน่าชื่อของเด็กสาวหน้านิ่งผู้มีเรือนผมสีฟ้าอ่อนคนนี้

“ลาปิสค่ะ “ลาปิส รีเรชั่น” คุณล่ะคะ?”เด็กสาวหรือลาปิสแนะนำตัวเองพร้อมกับกุมมือที่หน้าอกของตัวเองประกอบคำพูด ท่าทางจะเป็นเด็กสาวที่ให้ความสำคัญกับการแสดงอารมณ์เป็นอย่างมาก ทั้งท่าทางและน้ำเสียง แต่น่าเสียดายที่สีหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญนั้นกับนิ่งเรียบแต่เจเนซิสกลับชอบ เขาชอบความแปลกประหลาดในตัวเธอ เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าพิศวงและลึกลับที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาเชียวล่ะ

“เจเนซิส เจเนซิส อาร์คไอร์ม!”เจเนซิสตอบกลับพร้อมกับยิ้มให้เธอและนี้ ก็เป็นการพานพบกันครั้งแรกของทั้งชายหนุ่มและหญิงสาว เป็นการพานพบของอะไรหลายๆอย่างที่จะโคจรมาเจอกันในอนาคต รวมกับว่าขั้วของแม่เหล็กที่ต่างกันได้หันมาเจอกันในการพานพบครั้งนี้ไม่ก็ปาน

-------------------------------

Prologue –ฉากเบิกม่านที่เริ่มจากขนมปังถึงสนยักษ์และจบด้วยกางเกงใน- End.

Comment

Comment:

Tweet