Otaku คืออะไร ฉบับ SrwKung Ver.2010

posted on 21 Jun 2010 22:53 by srwkung in General

เรียกได้ว่าเป็นบทความยอดฮิตของบล็อกนี้เลยก็ว่าได้กับ Otaku คืออะไร ฉบับ SrwKung บทความอธิบายความหมายของโอตาคุที่ผมเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี2007 จนปัจจุบันจะ3ปีแล้วก็ยังได้รับความนิยมมีคนเข้ามาอ่านคอมเมนทร์อยู่เรื่อยๆไม่ขาดสาย ผมเลยเล็งเห็นว่า น่าจะมีการขุดเอาบทความนี้ขึ้นมาเขียนใหม่ได้ซะที เพราะของเก่านอกจากจะมีพิมม์ผิดแล้ว ยังเขียนด้วยทัศนวิสัยของเด็กอายุ16 ซึ่งตอนนั่นผมถือได้ว่ายังใหม่ๆกับวงการอนิเมทพวกนี้อยู่เลย พอโตขึ้นมาแล้วเอากลับมาอ่านเริ่มรู้สึกว่าเราเขียนไม่ค่อยดีแฮะ เลยขอแก้มือกับบทความฉบับปรับปรุงนี้ดีกว่า~

อนึ่ง ขอบอกไว้ก่อนว่าบทความนี้เป็นการตีความจากความคิดของผมเท่านั่น ถ้าจะมาบอกว่าWikiว่าแบบนี้น่ะ หรือหนังสือเล่มนั่นว่าไว้แบบนี้น่ะ ที่เขียนน่ะผิด ขอให้รู้เลยว่านี้เป็นนิยามในมุมมองของผม ไม่เกี่ยวกับนิยามของสื่ออื่นๆหรือคนอื่นๆคนไหนทั้งนั่น ไม่ได้บังคับให้คนอ่านต้องเข้าใจหรือนิยามในแบบที่ผมเขียน แต่สามารถเอามาใช้อ่านประกอบการตัดสินใจหรืออ้างอิงได้ครับผม ซึ่งเนื้อหาในบทความที่เขียนขึ้นมานี้ก็อาศัยการอ่านนิยามจากหลายๆที่และประสบการณ์ส่วนตัวซะมากกว่าครับผม

-----------------------

Otakuนั่นแปลว่าอะไร? รากศัพท์ดั้งเดิมมันมาจากคำว่า お宅 ที่แปลว่า"บ้าน"ซึ่งคำคำนี้ไม่ได้เอาไว้ใช้เรียกบ้านของตัวเองแต่เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการเรียกบ้านของคนอื่น และกลายมาเป็นศัพท์แสลงที่ใช้เรียกบุคคลที่อยู่กับบ้านไม่ยอมออกไปไหนมาไหนหรือบุคคลที่ชอบใช้เวลาว่างอยู่กับบ้านและทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ถ้าจะให้อธิบายง่ายกว่านั่นก็คือคนจำพวก วันหยุดหรือว่างทีไรไม่ค่อยได้ออกชวนเพื่อนมาเที่ยวแต่อยู่กับบ้านทำแต่งานอดิเรกหรือสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างเดียวเท่านั่น ซึ่งไปๆมาๆมันก็กลายเป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกคนที่หมกหมุ่นในเรื่องอะไรบางอย่างเป็นพิเศษๆมากๆ เพราะงั้นจริงๆแล้วโอตาคุไม่ได้จำกัดแค่คนที่ชอบการ์ตูนหรือเกมเท่านั่นแต่ยังเหมารวมในสิ่งอื่นๆที่คนคนนั่นคลั่งไคล้มากๆเข้าไปด้วย

และอย่างที่รู้ๆกัน ดั้งเดิมนั่นคำนี้เป็นศัพท์แสลงที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความค่อนไปทางลบ...หรือมันก็คือคำด่านั่นเอง...มาถึงตอนนี้คนที่ชอบใช้คำนี้แทนกลุ่มคนที่ชื่นชอบเกมหรืออนิเมทคงจะรู้สึกแปลกใจหรือไม่ก็สงสัยว่าทำไมความหมายมันถึงได้แตกต่างจากที่พวกเขารู้จัก...ซึ่งนั่นก็มีที่มาครับผม เพราะช่วงแรกๆนั่น คำนี้ถูกใช้ในแง่คำด่าก็จริงแต่ว่า ในปัจจุบันเองนั่นความรุนแรงของคำคำนี้ถูกลดลงค่อนข้างมาก จากการที่วัฒนธรรมอนิเมทถูกเผยแพร่ไปยังประเทศอื่นๆนอกจากเกาะญี่ปุ่น ทำให้เข้าใจความหมายดั้งเดิมผิดเพี้ยนไป รวมถึงการที่คำคำนี้ถูกหยิบขึ้นมายกหรือนำมาล้อในสื่อต่างๆหรือแม้แต่ในสื่อในอนิเมทเองนั่น ก็ทำให้ความรุนแรงของคำนี้ในยุคปัจจุบันหายไปพอสมควร...

ถ้างั้น สรุปว่าคำว่าโอตาคุในตอนนี้ยังถือว่าเป็นคำด่าอยู่ไหม...คำตอบก็คือ "เป็นครับ"เพื่อนของผมที่ชื่อท่านReplikiaซึ่งปัจจุบันเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นนั่น ได้บอกว่า ในปัจจุบันสังคมวัยรุ่นของที่นั่นค่อนข้างที่จะอคติกับคำนี้น้อยลงในหมู่ผู้ชาย แต่สำหรับผู้หญิงนั่นยังโดนรังเกียจอยู่บ้างเช่นบอกว่าเป็นพวกไม่น่าคบเป็นต้น...

ก็อย่างที่บอกไป คำว่าโอตาคุใช้เรียกคนที่คลั่งไคล้อะไรมากๆ เช่นคาร์โอตาคุ ไอดอลโอตาคุ แต่ถ้าพูดแค่โอตาคุเดียวๆจะเป็นที่รู้กันว่าหมายถึง อนิเมทหรือเกมโอตาคุที่มีจำนวณมากที่สุดนั่นเอง

โดยส่วนมากภาพลักษณ์ของโอตาคุมักจะเป็นคนที่ใส่แว่น ตัวอ้วนๆแล้วก็หน้าตาไม่ดีเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นก็แค่ภาพลักษณ์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดเท่านั่น ใช่ว่าคนที่เป็นโอตาคุจะหน้าตาแบบนี้กันทุกคน ซึ่งผมวิเคราะห์ว่าที่เป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะ อ้วน+แว่น+หน้าตาไม่ดี มนัเป็นศูนย์รวมของบุคลิกที่ดูไม่ดีน่ะสิครับ ทั้งไม่ดูแลตัวเอง หรือหน้าตาแบบนี้สาวไม่มีทางจะแล สายตาสั้นเพราะดูอนิเมท เล่นเกมหรือใช้สายตาไปกับสิ่งที่หมกหมุ่นมากไป ซึ่งทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ อาจจะเป็นความจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ภาพลักษณ์มันชวนให้คิดไปทางนั่นจริงๆ

แล้วโอตาคุมีสังคมไหม? คำตอบก็คือมีครับ...และก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตมีสมองทั่วไป ส่วนมากจะมีสังคมในกลุ่มคนที่รสนิยมหรือความชอบไปในทางเดียวกัน หรือก็คือก๊วนโอตาคุด้วยกันนั่นเอง

และนั่นเองก็เป็นสาเหตุคลาสสิค ของเหตุผลที่ทำให้คนกลายมาเป็นโอตาคุกัน...สาวไม่แล...ไม่ได้รับความนับถือ...บลาๆ

ก่อนจะพูดต่อขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า โอตาคุที่ผมจะยกถึงที่มาเหล่านี้คือคนที่เป็นเพราะผิดหวังในชีวิตและได้รับกำลังใจหรือมองเห็นอะไรบางอย่างในอนิเมท สำหรับคนที่ประกาศตัวว่าเป็นโอตาคุ เพราะชื่นชอบหรือว่าสนใจพวกคุณจริงๆแล้วจัดอยู่ในข่ายคนชื่นชอบอนิเมทเท่านั่นแล...

อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม...เพราะงั้นยังไงก็อยู่ด้วยตัวคนเดียวในธรรมชาติไม่ได้อย่างแน่นอน และมนุษย์เองก็มีกลไกทางจิตใจที่ว่า ความต้องการที่พึ่งหรือที่ยึดเหนี่ยวอยู่...ซึ่งก็กรณีเดียวกับเรื่องของศาสนาหรือความเคารพในเรื่องต่างๆนั่นแหละครับ

มันเกี่ยวกับเรื่องโอตาคุ ตรงไหน? สาเหตุที่สำคัญเลยก็คือ อนิเมท มังกะหรือสาวน้อยสองมิติทั้งหลายนั่น เมื่อรวมกับความสามารถในการจินตนาการของมนุษย์แล้วทำให้เกิดความรักแบบแปลกๆหรือเกิดแรงยึดเหนี่ยวได้ยังไงล่ะ...

สมมุติว่าเด็กหนุ่มA หน้าตาไม่ดี เรียนไม่ดีไม่มีคนสนใจ แต่ถึงกระนั่นเจ้าตัวก็ยังพยามทำตัวเป็นคนดี และมองโลกในแง่บวกเสมอๆ วันนึงเขาสารภาพรักกับสาวที่ชอบไปแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจใยดีแถมยังโดนตอกกลับมาอีก แม้จะรู้ตัวดี...แต่เด็กหนุ่มก็อดจะน้อยใจไม่ได้ แถมเรื่องนี้ยังโดนคนเอาไปล้อเลียนหรือนินทาเสียอีก...เมื่อกลับบ้านไป เขาลองเปิดหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านดูและก็พบว่าตัวเอกของเรื่องนั่นมีความคล้ายคลึงเขาอยู่หลายๆส่วน เช่นเรื่องที่พยามช่วยเหลือคนอื่นถึงจะไม่มีคนสนใจ หรือมีความพยามที่จะให้คนอื่นยอมรับ แต่ที่ต่างระหว่างเขากับตัวเอกนั่น...คือตัวเอกเหล่านั่นมีสาวๆที่เห็นความดีของเขาและคอยให้กำลังใจ... แค่ประโยคง่ายๆอย่าง"พยามเข้าน่ะ"หรือไม่ก็"ฉันเห็นสิ่งที่เธอทำหมดแล้วล่ะ...ยอดเยี่ยมมากเลย"บวกด้วยรอยยิ้มอีกนิดหน่อย ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มที่บอบช้ำจากโลกแห่งความจริงหลงรักเธอไปอย่างหมดหัวใจในทันที...

ที่ยกตัวอย่างมา อาจจะตรงบ้างไม่ตรงบ้าง...แต่อย่างน้อยๆ โลกแห่งเกมและอนิเมทที่พวกเขาเหล่านั่นได้เข้าสัมผัสและหลงใหลมันนั่น ก็ไม่เคยจะเรียกร้องอะไรเพิ่มและไม่หักหลังพวกเขาเหล่านั่น เพราะว่ามันเป็นอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ ถึงได้มีคนที่หลงใหลในสิ่งเหล่านั่นและตัดสินใจที่จะไม่สนโลกแห่งความจริงที่กำลังเผชิญอยู่ จะว่าไปแล้วคำตอบมันก็ง่ายๆ...เพราะว่าโลกเหล่านั่นมีสิ่งที่พวกเขาไม่อาจหาได้ในชีวิตจริงนั่นเอง...

จริงอยู่ว่านั่นอาจจะเป็นการไม่ยอมรับโลกแห่งความจริงเป็นการหลอกตัวเองไปวันๆ แต่ผมกลับมีมุมมองว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นโอตาคุที่จมปลักในโลกตัวเองหรือคนที่ต่อว่าโอตาคุเหล่านี้ว่าเป็นพวกไม่ยอมรับความจริง เพราะคนกลุ่มหนึ่งก็ปิดกั้นตัวเองใช้ชีวิตในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ขณะที่อีกกลุ่ม ใช้ชีวิตในโลกแห่งสังคม แต่บางทีก็อาจจะต้องปิดกั้นตัวตนหรืออิสระยอมทำตามคนหมู่มากโดยที่ไม่ได้ต้องการเลยก็ได้ เพียงเพราะเหตุผลว่าอยากมีจุดยืนในสังคม แต่คนที่จัดโลกทั้งสองกันได้อย่างปกติก็มีอยู่น่ะครับ และโชคดีที่คนปกติแบบนี้ยังมีอยู่เยอะให้อุ่นใจซะด้วย

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ข้างบนคือนิยามของโอตาคุที่หมกหมุ่นและไม่สนใจคนเต็มๆ...แต่ในประเทศไทยหรืออเมริกานั่นคำคำนี้เป็นนิยามของคนที่ชอบการ์ตูนเฉยๆและอาจจะไม่ถึงขั้นนั่น

โอตาคุมีข้อดีหรือไม่? ข้อดีอย่างหนึ่งของพฤติกรรมหมกหมุ่นไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม คือทำให้ธุรกิจหรือเศรษฐกิจของวงการที่เกี่ยวข้องนั่นขยายตัวครับ...เพราะส่วนใหญ่แล้วโอตาคุในญี่ปุ่นมักจะมีเงินและฐานกำลังซื้อของที่ค่อนข้างสูง(ไม่เหมือนประเทศไทย) ซึ่งช่วยขยายเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี...

ส่วนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างอื่นก็อย่างเช่น คนส่วนมากที่ไม่ได้คลุกคลีในวงการนี้มักจะสับสนระหว่าโอตาคุกับฮิคิโคโมริกันอยู่บ้าง...

ฮิคิโคโมริคืออะไร? เรียกอีกอย่างคือโรคขี้แพ้่ครับ หรือเป็นโลกกลัวสังคมนั่นเอง เพราะคนเหล่านี้มักเจอความผิดพลาดในชีวิตและตัดสินใจหลีกหนีสิ่งเหล่านั่นด้วยการปิดกั้นตัวเองออกจากสังคมและไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่นนั่นเอง... ซึ่งเรื่องฮิคิโคโมรินี้ถ้าอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึกแนะนำให้ไปหาเรื่อง NHK สมาคมคนหนีโลกของ SICมาอ่าน แล้วจะเข้าใจ(+สลด)ในชีวิตของฮิคิโคโมริขึ้นเยอะเลยครับ (ไม่แนะนำหนังเรื่องใครในห้องครับเพราะเรื่องนั่นแค่พูดถึงโรคฮิคิโคโมริ แต่ไม่ได้มีการอธิบายหรือเอาประเด็นนี้มาใช้ในหนังเลยครับ)

สรุปแล้ว โอตาคุก็คือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้หมกหมุ่นอะไรสักอย่างและค่อนข้างปิดกั้นตัวเองออกจากสังคมส่วนใหญ่แต่ยังยอมรับในพวกเดียวกันได้อยู่ครับ 

ซึ่งหลังจากนี้นิยามของแต่ล่ะคนคงจะชัดขึ้นน่ะครับ ใครภูมิใจจะเรียกตัวเองว่าโอตาคุก็เรียกไป ใครไม่ชอบให้เรียกก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะลงท้ายแล้ว ศัพท์หนึ่งคำอาจจะมีความหมายได้แตกต่างกันแล้วแต่คนที่จะนิยามด้วยครับ ยังไงก็เป็นคนไทยเหมือนกัน อย่างแบ่งพรรคแบ่งพวกได้กันเลยเถอะครับ~

ป.ล แล้วSrwkungล่ะคิดว่าตัวเองเป็นโอตาคุรึเปล่า? สำหรับผมคิดว่าตัวเองไม่เป็นแฮะ ไม่สิอาจจะเป็นก็ได้แต่ก็ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าโอตาคุเท่าไรเพราะผมถือว่ายังไงมันก็เป็นคำที่เกิดมาจากความหมายแง่ลบ ซึ่งคำที่เป็นแง่ลบแบบนั่นผมก็ไม่นิยมจะเอามาใช้เรียกตัวเองหรอกครับ(ฮา)

Comment

Comment:

Tweet

เข้าใจความหมายขึ้นเยอะเลย เราเองก้อชอบดูอนิเมะมาตั้งแต่ 5 ได้ แต่มาเปนเอาหนักๆตอนวัยรุ่น อาจเปนเพราะช่วงนั้นมีปัญหากับครอบครัว พอดูการ์ตูนแล้วรู้สึกได้กำลังใจ มีคำสอนต่างๆมากมายแฝงมากับมัน ทำให้รู้สึกซาบซึ้ง ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
จริงๆเราก้อไม่ใช่คนที่ไม่มีเพื่อนนะ แต่เวลาเสียใจ หรือมีเรื่องให้เครียด การดูการ์ตูนนี่แหล่ะ ที่ช่วยให้เราลืมเรื่องพวกนั้นไปได้
เราอาจจะเปนโอตาคุของแท้เลยก้อได้ แต่ก้อไม่แอนตี้กับคำนี้นะ ยอมรับได้

#1 By pukpuiz (210.1.31.28) on 2011-09-28 23:46