ออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้แต่งฟิกชั่นเก่งเลิศเล่ออะไรเท่าไร เรียกได้ว่ายังอ่อนประสบการณ์ถ้าเทียบกับหลายๆคนในบอร์ด คำผิดก็ยังมี แต่จากที่เข้าวงการแต่งมาได้ราวๆ5ปีกว่าๆ สลับออกผลงานบ้าง หยุดบ้าง อ่านของคนอื่นบ้าง ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมา ก็เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้ทุกๆคนครับเพื่อที่จะได้พัฒนางานเขียนของตัวเอง ให้ดีขึ้น(แม้บางข้อตัวกระผมเอง แทบจะไม่ค่อยได้ใช้ก็เถอะ)

------------------------------

1. อ่าน,สังเกตและวิเคราะห์
- หลักสากลที่ใช้ได้ง่ายๆแทบทุกเรื่อง สำหรับผมเองเวลารู้สึกตันๆจะลองเปิดฟิกของคนอื่นไม่ก็งานของคนอื่นอ่านดู เพื่อที่จะได้มีไอเดียเขียนต่อ การอ่านงานของคนอื่นๆอย่างน้อยๆจะทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา แล้วได้สัมผัสกับสำนวนหรือรูปแบบการเขียนที่แตกต่างจากเราบ้าง แต่มันก็จะหยุดอยู่แค่นั่นถ้าไม่ยอม"สังเกต"และ"วิเคราะห์"

ว่ากัน ว่าฟิกชั่นเรื่องนึงเวลาอ่านแล้วแต่ล่ะคนจะมีอิมแพ็คที่ชอบหรือสนใจในตอน หรือช่วงนั่นๆ ผมแนะนำว่าให้ลองสังเกตุจากจุดนั่นดูก่อนครับ ว่าทำไมตรงนี้เราถึงชอบ ชอบเพราะอะไร?ทำไมมันถึงสนุกได้? เขาใช้การบรรยายแบบไหน? เขาดำเนินเรื่องจากก่อนหน้ามาตรงนี้ยังไง? มีอะไรเป็นจุดสะดุดที่ทำให้อ่านไม่ไหลลื่นหรือไม่?

คำแนะนำมือใหม่ "อย่าพึ่ง"สังเกตุแล้วเอาไปปรับใช้โดยทันที ผมแนะนำว่าให้ลองอ่าน,สังเกตุและวิเคราะห์แบบนี้บ่อยๆก่อน (แค่อ่านแล้วก็วิเคราะห์นั่นแหละ อย่าพึ่งดึงเอาไปปรับใช้กับฟิกตัวเอง)เพราะถ้าอ่านแล้วเอาไปใช้แบบนั่นเลย ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้สำนวนหรือวิธีการเขียนตรงนั่นที่เราเขียนมันดูเปล่งๆ เพราะว่าเรายืมมาจากฟิกของคนอื่นนั่นเอง แต่กลับกันถ้าลองฝึกสังเกตุบ่อยๆ เราจะพอคัดกรองได้ว่า อันไหนที่เหมาะกับสำนวนของเราหรืออันไหนที่ไม่เหมาะ(เพราะเห็นตัวอย่างมา เยอะจากการสังเกตุ)

------------------------------

2. เขียนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเราเข้าใจเอง
- บางครั้งแล้ว...การใช้ศัพท์แปลกๆหรือไม่นิยมก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะว่าถึงมันจะทำให้ฟิกของเรานั่นดูเหมือนใช้ภาษาสละสลวยหรือสูง แต่บางทีก็"ยาก"ต่อการที่หลายๆคนที่มาอ่านจะทำความเข้าใจ โดยปกติผมมักจะประสบปัญหา ไม่สามารถบรรยายออกมาได้สวยๆ แต่สักพักก็ตัดสินใจ บรรยายมันแบบตรงๆแล้วจับมาชนๆเชื่อมๆ...แรกๆถึงมันจะดูเปร่งๆ(อ่านเองยัง เปร่ง)แต่พอแต่งแบบนี้ไปได้สักพัก เราจะเริ่มชินแล้วสภาพปรับให้มันสละสลวยได้เองโดยอัตโนมัติ

อย่าลืม ว่าการเขียนผลงานออกมาแล้วมีคนอ่านนั่น คือการถ่ายทอดจินตนาการของคนเขียนให้คนอ่านได้รับ จินตนาการของแต่ล่ะคนย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว....การทำให้ทางเข้าสู่โลกแห่ง จินตนาการที่เรียกว่าตัวหนังสือนั่น เป็นประตูที่ผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ ย่อมดีกว่าทำทางโค้งหรือลูกบิดที่แสนสวยงาม แต่คนอ่านต้องพยามมานั่งแงะเพื่อที่จะเข้าไปข้างในไม่ใช่รึครับ?

คำ แนะนำมือใหม่ บางทีคนอ่านบางคนก็ความอดทนต่ำ ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องเยอะๆก็อาจจะตีจากไม่อ่านหรืออ่านผ่านๆแทน เพราะงั้นยังไงก็แล้วแต่ ผมแนะนำว่ามือใหม่ควรเขียนเหมือนบรรยายรูปประโยคหรืออาจจะมาแค่คำพูดสั้นๆมี คำอธิบายพอกำชับจะดีกว่าเล่นประโยคยาวเวิ่นเว้อน่า

------------------------------

3. ปริมาณต่อหนึ่งตอนหรือหนึ่งช่วง
- บอกตามตรงข้อนี้ไม่มีเทคนิกหรืออะไรพิเศษหรอกครับ มันแล้วแต่บุคคลชัดๆ ฟิกหนึ่งตอน ควรเขียนยาวเท่าไรดี? ผมแนะนำว่าให้ลองแต่งไปเรื่อยๆตามจินตนาการของแต่ล่ะคนดีกว่า เพราะแต่ล่ะคนเองก็คงมีบทในใจอยู่แล้ว ว่าอยากจะให้หยุดหรือตัดช่วงตอนไหน แล้วค่อยเอามาดูว่ามันยาวไปหรือว่าสั้นไป ก็เหมือนกับการทำอาหารนั่นแหละครับบางทีเราทำปริมาณแค่นี้เราอิ่ม แต่คนอ่านไม่อิ่มไปด้วย

แต่ถ้าจะให้ดี ผมสนับสนุนให้เขียนยาวๆไปก่อนดีกว่า เพราะอย่างน้อยๆ การตัดให้สั้นลงนั่นมันก็ดูลงตัวกว่าแต่งมาสั้นๆแล้วต้องยัดบทที่ไม่จำเป็น เพิ่มเพื่อให้ยาวครับ

คำแนะนำมือใหม่ เอาข้อแรกมาช่วยจะทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น บางบอร์ดนั่น นิยมแต่งซะยาวจนอ่านแล้วปวดตาตอนต่อตอน แต่บางบอร์ดก็สั้นกระจู๋ เพราะงั้นต้องสังเกตุบอร์ดที่ท่านจะเอางานไปลงด้วยน่ะครับ หรือไม่ก็ลองไปหาอ่านงานคนอื่นแล้วพิจารณาว่าตอนนึงของเขาแต่งกันยาวประมาณ ไหน

------------------------------

4. ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นยังไง ก็ต้องคิดหาทางนำเสนอคาแรกเตอร์ออกมาให้ดีที่สุด
- จริงๆแล้วผมไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่องประมาณพระเอกแสนดีสักเท่าไร ออกแนวบทจะเทมาก็เทมาให้ตัวเอกอย่างเดียวเป็นต้น แต่ข้อนี้ไม่ได้พูดถึงการสร้างเนื้อเรื่อง แต่เป็นการสร้างจุดดึงดูดให้กับคนที่มาอ่านต่างหาก ยกตัวอย่างเช่นแนวพระเอกแสนดี ที่ควรคิดไม่ใช่ว่าทำยังไง พ่อพระเอกคนดีนี้จะดูดีได้สุดๆ แต่เป็น...ทำยังไงคนดูหรือคนอ่านจะชอบพ่อพระเอกคนดีแบบนี้ได้ต่างหาก ซึ่งถ้าคิดตามตรรกะนี้แล้ว ต่อให้เนื้อเรื่องเละเทะยังไงก็ยังสามารถดึงดูดคนมาชอบได้ครับผม

ทาง ที่ง่ายที่สุดคือ ถามใจตัวเองนั่นแหละ ทำไมเราชอบเรื่องแบบนี้ พระเอกแบบนี้น่า ประทับใจอะไรในตัวละครตัวนี้ หรือเนื้อเรื่องส่วนนี้...แล้วเอาความประทับใจที่เราชอบเขียนอธิบายเข้าไป หรือพยามสอดใส่ในเนื้อเรื่องให้ได้โดยดูเป็นธรรมชาติที่สุด ยกตัวอย่างเช่นกรณีพระเอกสุดแสนดี เราอาจจะปูบทถึงปูมหลังที่น่าสงสารของตัวละครเพื่อให้เหตุผลความดีของหมอนี้ เป็นต้น

คำแนะนำมือใหม่ ควรปูบทไม่ก็ทำให้คนอ่านรู้สึกชอบ ตัวละครแค่คนสองคนในเรื่องแรกๆ เพราะว่าการพยามปูบทสร้างความโดดเด่นให้กับตัวละครนั่น ถ้าเขียนไม่ดีบทก็จะไม่ส่ง และยิ่งพยามทำใ้ห้ดูดีทุกตัวละครแต่แต่งไม่ได้ มันจะยิ่งส่งผลร้ายมากกว่าผลดีน่ะ

------------------------------

5. ยิ่งเงื่อนไขของเรื่องยากเท่าใด คนแต่งก็ยิ่งต้องเก่งขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั่น
- หนึ่งในมุขของการ์ตูนสืบสวนที่ใช้กันบ่อยๆคือ การที่ตัวเองเจอหลักฐานลึกลับ โดยที่ไม่บอกคนอ่านว่านี้คืออะไร จริงอยู่ถึงจะไม่แฟร์ต่อคนอ่านแต่ก็เป็นการเพลย์เซฟที่ฉลาดในการเขียนเนื้อ เรื่องประเภทนี้ เพราะอะไรผมถึงพูดแบบนั่น? เพราะว่าเรื่องแนวสืบสวนนั่นถ้าทริค เหตุจูงใจของคนร้าย สภาพการตาย หรืออะไรพิลึกพิลั่นจนคนอ่านรับไม่ได้ เขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องนี้มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด แล้วคุณค่าของฟิกก็จะดรอปลงไปทันทีทันใด

นอกจากเรื่องนี้แล้ว เงื่อนไขของเหตุการณ์บางอย่างในเนื้อเรื่องนั่นก็คล้ายๆกัน เช่นดาบวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกที่ต้องฝ่าเส้นทางมากมายกว่าจะไปเอามา ได้ ถ้าแต่งให้ดาบมันดูไม่เก่งเท่าไร หรือทางไปมันราบเรียบไม่เกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่อะไรสักอย่างที่เฝ้าดาบนั่นดูกระจอกไป ก็แทบจะมีครหาเลยว่าไอ้ดาบนี้ มันเก่งจริงแน่รึทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ บลาๆเพราะงั้นยิ่งสร้างเงื่อนไขยากๆ ตัวละครเก่งๆ ตัวละครฉลาดๆ ยิ่งต้องคิดหาความสมเหตุสมผลที่ดีให้กับมันมากเท่านั่น เพราะงั้นคนที่แต่งก็ต้องเก่งพอจะคิดหาเหตุผลที่คนอ่านทั้งหลายยอมรับให้ได้

คำ แนะนำมือใหม่ นี้เป็นจุดผิดพลาดที่มือใหม่หลายคนที่ผมเคยเห็นชอบสร้างเนื้อเรื่องเว่อร์ๆ แต่ให้คำอธิบายหรือเหตุผลกับมันไม่ค่อยได้ ทำให้เรื่องดูดรอปหรือไม่สนุกลงไปทันตาเห็นเพราะงั้นผมแนะนำ ให้แต่งเรื่องที่ความซับซ้อนดูน้อยๆก่อนจะค่อยขยายความซับซ้่อนขึ้นไปดีกว่า ครับผม

------------------------------

หวังว่าห้าข้อนี้คง เป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยครับผม (อย่างมากก็ช่วยให้มีอะไรอ่านฆ่าเวลาไปได้น่ะครับ ฮา)

Comment

Comment:

Tweet

อย่าลืมเข้าไปอัพ

บทใน Role เน้อ
เข้ามาอ่านเคล็ดลับดีดีค่ะ

#1 By akiko-zz on 2010-06-06 12:08