กราบสวัสดีทุกคนครับ รู้สึกว่านานแล้วเหมือนกันนะเนี่ยที่ไม่ได้อัพมาเขียนเรื่องส่วนตัว ในที่สุดก็เรียนจบม.ปลายแล้วก็เข้าสู่ช่วงมหาลัยแล้วก็เลยมีหลายๆเรื่องที่อยากจะมาเขียนหรือเล่าให้ฟังนะครับขอแจกแจงเป็นข้อๆเลยนะครับ

1. นิสัยที่ไม่แปรเปลี่ยน = อาการขี้เกียจอัพบล็อก

จริงๆกะจะมาเขียนเอนทรี่บรรยายความรู้สึกหลังสอบวันสุดท้ายเสร็จ หรือไปปัจฉิมนิเทศมา หรืออย่างล่าสุดที่พึ่งไปงานมีตไร้สาระมาก็ด้วยแต่สิ่งที่ชนะมักจะเป็นความขี้เกียจเสมอ (ฮา) สมัยก่อนผมคิดว่าการเริ่มต้นไม่ใช้เรื่องยากแต่การรักษาให้มันอยู่ต่อไปนี้สิยากกว่าแต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าไม่ว่าจะเริ่มหรือรักษาให้คงอยู่ก็ยากทั้งนั่นแล้วล่ะ

เห็นทีต้องแก้นิสัยนี้ของตัวเองให้ได้ไม่งั้นไปเรียนมหาลัยก็คงโดนไทร์หรือไล่ออกมาอย่างแน่นอน (ซึ่งมันก็ไม่ใช้เรื่องดี) 

ออนอกจากขี้เกียจอัพบล็อกแล้วตอนนี้เริ่มรู้สึกขี้เกียจปั่นฟิกขึ้นมาด้วยแฮะ... (อนาคตก็คงขี้เกียจหายใจด้วยแหง่มๆเลยเรา)แน่นอนล่ะว่าจะพยามแก้ไขล่ะครับ(ให้กำลังใจกันด้วยนะครับ)

2.ฮิโร่ลิซึ่มยังคงไม่จางหาย

สมัยก่อนขอยอมรับเลยว่าบางทีผมก็เป็นพวกอวดดีแล้วก็เก่งแต่ปาก แต่เพราะไม่อยากจะเก่งแต่ปากก็เลยกระทำออกมาบ้างแต่ว่าตัวเองนั่นไม่ได้มีฝีมือที่แท้จริงก็เลยทำให้งานเสียหายหรือดิสเครดิตตัวเองอยู่เสมอๆ

ปัจจุบันฮีโร่ลิซึ่มก็ยังไม่จางหายแต่ความรู้สึกหรือแนวคิดก็ได้ถูกเจือปนด้วยสภาพสีเทาของโลกไปซะแล้ว

อย่างเรื่องสมัครคณะกรรมการนักเรียน

สมัยก่อนเพื่อช่วยส่วนรวมหรือผมอยากเด่นก็ไม่รู้เลยกระโจนเข้าใส่ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างลงสมัครประธานนักเรียน...ผลล่ะ?

โดนคนล้อ นินทาลับหลัง ทำงานไม่ค่อยได้ โดนดิสเครดิต โดนดูถูก จริงอยู่ว่าผมไม่เหมาะกับพวกคณะกรรมการนักเรียนเลยเพราะผมขี้เกียจแล้วไม่ค่อยจะกระตือรือร้นแถมสาเหตุที่สมัครลงก็เพราะแค่สงสารเพื่อนที่ถูกบังคับให้ลงนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกตอนนั่น แต่พอมาตอนนี้ลองคิดๆดูแล้วที่ผมลงไปอาจจะเพราะผมรู้สึก"ทนไม่ได้"มากกว่าที่เพื่อนในห้องไม่เห็นจะมีใครอาสาลงเลยทั้งๆที่บางคนก็ทำงานได้แถมทำได้ดี ด้วยเหตุผลง่ายๆก็แต่ละคนห่วงเรียนกันหมด...อืมก็เป็นความเป็นจริงที่ปฎิเศษไม่ได้เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุดในห้องโยนหรือปัดภาระให้คนอื่นผมก็เลยรู้สึก..."ยอมไม่ได้"ขึ้นมา

ถ้าจะให้พูดง่ายๆสั้นๆแล้วตอนั่นผมคงรู้สึก "ไอ้พวกแล้งน้ำใจไม่มีใครลงฉันจะลงเอง!"

จริงๆถ้าตอนนั่นผมพูดแบบนั่นออกไปด้วยผมคงสบายใจขึ้นเยอะแต่เพระาไม่ได้พูดนะสิ ก็เลยอึดอัดใจจนถึงทุกวันนี้นั่นแหละ

น่าแปลกที่ผลกลับมาเป็นผมได้ที่สองได้ตำแหน่งรองประธานไปซะผมเลยตัดสินใจทำงาน...อย่างตน้อยๆตอบสนองความคาดหวังของทุกคนดูหน่อย

แต่พอได้มาทำงานจริงๆแล้ว..."เหนื่อย" ก็อย่างที่บอกไปมีหลายงานที่ผมทำไม่ได้แต่ก็นะพอตอนนี้ลองมาดูคิดๆแล้วมันก็ไม่เลวร้ายหรอกสิ่งที่ผ่านมาอดประทับใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าผ่านมาได้ยังไง มันก็เลยทำให้ผมปิ้งขึ้นมาว่า"ไอ้การอุทิศเพื่อคนอื่นถึงมันจะเหนื่อยแต่มันก็ไม่เลวแฮะ"

ถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงเข็ดขยาดแล้วไม่รับตำแหน่งแบบนี้อีกชั่วชีวิต แหง่มๆต้องขอบคุณนิสัยฮีโร่ของผมจริงๆ

ถึงตอนนี้ผมอาจจะไม่ใช้ฮีโร่ที่แสนดี เพอร์เฟ็คหรือช่วยเหลือทุกคนได้ เป็นแค่ฮีโร่สีเทาๆที่มีดีแค่ขี้เกียจบางเวลาบ่นโน่นบ่นนี้ ทำงานตกบกพร่องบ้าง แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ผมก็จะกระโจนเข้าหามันเหมือนเดิมอยู่ดีนั่นแหละแม้ว่าตัวเองจะทำไม่ได้หรืออาจจะเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายก็ตาม...

ก็ผมมันเห็นแก่ตัวนิน่าเอาแค่ตัวเองรู้สึึก"สุขใจ"ที่ได้ช่วยคนอื่นและไม่รู้สึกว่าตัวเอง"ทุเรศ"ที่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ อย่างอื่นนะช่างมันเถอะ~

นิสัยแบบนี้น่าโดนด่ามั้ยครับเนี่ย (ฮา)

3.มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

ยอมรับเลยว่าผมค่อนข้างที่จะเปลี่ยนไปมากเหมือนกันเช่นพวกละครหลังข่าวปกติสมัยก่อนผมจะคิดว่ามันไม่มีสาระอะไรเลย สู้พวกอนิเมทไม่ได้แต่พอมาปัจจุบันผมกลับรู้สึกว่า ไม่ว่าอย่างไหนมันก็มีข้อดีในตัวมันทั้งนั่นแหละเพราะฉะนั่นเวลามีปัญหาเรื่องการ์ตูนหรืออะไรที่ชาวการ์ตูนหรือผู้ใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจกันผมก็จะเลิกพูดทำนอง"แล้วทีละครหลังข่าวล่ะ!"ไปเลย 

อย่างไหนก็มีคนชอบเทียบกันไม่ถูกเพราะงั้นควรไปแก้ปัญหาให้ตรงจุดหรือทำความเข้าใจกันมากกว่า

หรืออย่างSrwก็เหมือนกันสมัยก่อนก็ยังมีบ่นไม่พอใจเวลาซี่รีย์ไหนซี่รีย์ไหนมาลงบ้างแต่ปัจจุบันนี้ผม...

"ลงมาเถอะ ถึงเกลียดขี้หน้าพระเอกก็ยังมีตัวให้ใช้อยู่ดี"

อย่างถั่วกันดั้มที่ผมเกลียดหนักเกลียดหนาเพราะผ.ก.กกำกับตามใจไปหน่อยหรือคิระที่เก่งสุดๆผมก็แก้ปัญหาง่ายเวลาลงSrwว่า..."ใช้ชินแทนดีกว่า~"

นั่นสิเนอะไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องใช้ บ่นด่าสวดเผาไปทำยังกับว่ากันดั้มถั่วชะตากรรมจะเอามาทำใหม่ (ฮา)

4. สองมิติ~ความรักไร้สาระที่กลายเป็นจุดพัฒนาตัวเอง

บอกไว้ก่อนว่าผมโรคจิต...สมัยก่อนชอบสาวน้อยสองมิติแบบไม่ลืมหูลืมตา (มาจากการที่ชีวิตจริงเป็นคนหน้าไม่รับแขกแล้วก็เงียบๆเลยไม่ค่อยมีผู้หญิงเข้าหามากนัก...และไม่ค่อยกล้าเข้าหาผู้หญิงอีก)มักจะคิดว่าสาวน้อยสองมิติเป็นที่พึ่งทางใจและมักคิดว่าสาวน้อยสองมิติหนึ่งคนก็มีสำเนากันไปในความคิดของแต่ละคน(เป็นภูมิต้านทานสไตล์เอาสีข้างเข้าแถเอาไว้ใช้ป้องกันเวลาเห็นโดหื่นประมาณว่ารูริจังนั่นไม่ใช้รูริที่ผมรู้จักแต่เป็นรูริจังในโลกคู่ขนานต่างหากเล่าสาวน้อยสองมิติจะมีตัวตนอยู่เฉพาะในความคิดของเราเท่านั่นแหละ)

และปัจจุบันเป็นยังไง...ก็ยังคิดแบบนั่นอยู่นั่แหละครับ แต่ปัจจุบันผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสาวน้อยสองมิติสักเท่าไรแล้ว...ทำไมล่ะก็พวกเธอออกจะเก่งหรือมีความสามารถสูงกันทั้งนั่นอย่างรูริจังก็เป็นกัปตันยานรบเป็นต้น ถ้ามีตัวจริงนับประสาอะไรจะมาสนไอ้บ้าการ์ตูนอย่างเราเล่า ผมก็เลยเริ่มพัฒนาตัวเองให้พอมีความสามารถมากขึ้น(ไอ้ที่ลงประธานนักเรียนก็เพระาอยากจะพัฒนาทักษะการจัดการหรือเป็นผู้นำของตัวเองด้วยล่ะแต่อย่างที่รู้ๆกันเจอพายุงานเข้าก็เลยเหลวเปลวแล้ว...)เพื่อที่จะโชว์ให้โลกรู้ได้ว่าตูเองก็มีทักษะเหมือนกันนะเฟ็ย!

คนอ่านบล็อกหลายๆคนคงคิดว่าผมบ้าไปแล้วแหง่มๆคิดจะพัฒนาตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับเหล่าสาวน้อยสองมิติทั้งๆที่ความเป็นจริงพวกเธอก็ไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ

แต่ผมกลับคิดง่ายๆว่าการที่ตัวเราเองใช้อะไรสักอย่างเป็นแรงบัลดาลใจเพื่อพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมนะครับ~(แน่นอนเหตุผลก็มาจากฮีโร่ลิซึ่มอีกแล้วที่ตัวเองอยากจะเท่หรือเก่งแบบพวกพระเอกรวมถึงไม่อยากทุเรศตัวเองที่วันๆไม่ทำอะไรเลยแต่จะให้สาวน้อยสองมิติมาชอบเนี่ยนะ)

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น(ในด้านบวกเว้นเรื่องความขี้เกียจ555+) 

ผมคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตม.ปลายได้ไม่คุ้มค่าเอาซะเลยแค่ถึงแบบนั่นก็ต้องเดินหน้าต่อไป คิดว่าตัวเองจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้พัฒนาอะไรให้ดีขึ้นไปได้มากมายแต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป และสุดท้ายต่อให้จะตายพรุ่งนี้หรือโลกแตกพรุ่งนี้ผมก็ต้องเดินหน้าต่อไป!~

ป.ล เปลี่ยนหัวบล็อกกับพื้นหลังแล้วนะครับอาจดูแปลกตาไปบ้าง

 

Comment

Comment:

Tweet