Otaku คืออะไร ฉบับ SrwKung

posted on 28 Jun 2007 23:33 by srwkung in General

พอดีเห็นวอวี่เอาเรื่องนี่มาลงผมในฐานะที่เกือบๆจะเป็นโอตาคุ(แต่ยังไม่เป็นผมยังไม่ถึง
ขนาดนั้น...) ก็เลยขอเขียนตามความเข้าใจตัวเองลงไปละกัน...

-----------------------

Otaku อย่างที่หลายๆคนรู้กันคำนี้ดังเดิมแปลว่า"บ้าน"ที่มาของคำนี่ไม่ค่อยทราบเหมือนกัน
(บางคนก็บอกว่ามาจาก อาการของคนที่หมกหมุ่นอะไรสักอย่างจนอยู่แต่ในบ้านไม่
ยอมออกมาพบเพื่อนฝูง บางคนก็บอกว่ามาจากชื่อของอาชญากรที่บังคับให้เด็กหญิงคอส
เป็นสาวน้อยสองมิติแล้วข่มขืนจนตาย(การ์ดแคปเตอร์ซากุระรึเปล่าไม่แน่ใจนะ...)บางคนก็บอกว่ามันมาจากเรื่องมาครอส ที่พระเอกของเรื่องชอบเรียกคนที่หมกหมุ่นกับอะไรสักอย่าง
ว่าโอตาคุ...(อิจิโจ ฮิคารุนะเหรอ เนื่องจากไม่เคยดูไม่กล้าฟันธง) และอีกนาๆสาเหตุที่มา)

เอาละอย่างไรก็แล้วแต่คำ คำนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะคนที่บ้าอนิเมชั่นหรือการ์ตูนอย่างเดียวหรอก
นะมันหมายถึงคนที่หมกหมุ่นอะไรมากๆต่างหาก และหมกหมุ่นเกินขอบเขต (ประมาณไม่
ออกมาสังสรรค์กับชาวบ้าน)แต่เรามักพบคนที่บ้าอนิเมชั่นและการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่โอตาคุ
จึงถูกเหมารวมว่าเป็นคนเหล่านี้ไปโดยปริยาย(ทั้งๆที่จริงๆมันไม่ใช้นะ - -")

อย่างไรก็ดี...คำว่าโอตาคุเนี่ยมันเป็นคำในความหมายแง่ลบ ประมาณว่า"ไอ้บ้า"อะไรแบบนี้
บางคนจึงไม่อยากถูกเรียกโอตาคุสักเท่าไรชอบให้เรียก"มาเนีย"(ประมาณว่าแฟนพันธ์แท้
มากกว่า)

อดีตกาล(ใช้คำนี้เลยเหรอ) โอตาคุเป็นที่รังเกียจของสังคม แต่ปัจจุบันความเกลียดชัง
ถูกลดทอนลงไปบ้าง ที่ญี่ปุ่นจึงมักพบเห็นเหล่าโอตาคุได้ส่วนใหญ่ในอากิบาฮาระ

ภาพลักษณ์ของโอตาคุละคืออะไร? โดยทั่วๆไปแล้วเป็นที่เข้าใจตรงกันสากลทั่วโลก
อิมเมจทั่วๆไปของโอตาคุก็คือตัวอ้วนๆ ใส่เสื้อลายอนิเมะสะพายกระเป๋าลายอนิเมะ หน้า
ไม่หล่อและอาจจะใส่แว่น... แต่ตามความจริงโอตาคุไม่จำเป็นต้องอย่างงั้นเสมอไปหรอก
นะหน้าหล่อๆสวยๆก็อาจจะเป็นได้(รวมถึงหัว"เกรียน"ด้วย กร้ากๆๆๆ)

มีหลายต่อหลายคนเข้าใจความหมายของคำนี้ผิดนึกว่าเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่มีความรู้เรื่อง
การ์ตูนสูงจนน่านับถือ เป็นความเข้าใจที่ผิดสุดๆเลยครับ ใครที่คิดแบบนั้นอ่านบทความนี่
แล้วเปลี่ยนความคิดนะครับ เพราะมันเป็นการมองภาพโอตาคุที่ไม่ใช้ความจริงแม้แต่นิด
เดียวและอาจจะเกิดปัญหาขึ้นเวลาไปพูดคุยกับที่เข้าใจความหมายของคำนี่คนละแบบ

บางคนก็สับสนระหว่างโอตาคุกับ ฮิคคิโคโมริ จริงๆคนสองกลุ่มนี่ต่างกันมากๆ(ไม่สิโคตร
มากๆกว่า) บางคนบอกว่าเป็นโอตาคุจะมาเป็นฮิคคิโคโมริ...ก็จริงแต่ไม่จำเป็นต้องเป็น
โอตาคุก็เป็นฮิคคิโคโมริได้....(ต่อไปขอเรียกฮิกกี้ละกัน พิมพ์ง่ายดี)

อย่างน้อยๆโอตาคุแม้จะเข้าสังคมกลับคนปกติไม่ได้แต่ก็มีเพื่อนเป็นกลุ่มโอตาคุไปงาน
การ์ตูน และบางคนกลางวันยังเป็นมนุษย์เงินเดือนซึ่งอย่างน้อยๆก็ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไปด้วยในตัว...แต่ฮิกกี้คือคนที่ล้มเหลวในชีวิตกลัวการเข้าสังคมนะครับ ใช้ชีวิตอยู่แต่ใน
บ้าน ในห้องไปวันๆโดยไม่ทำอะไรบางคนก็อาจจะมีชีวิตอยู่ในไซเปอร์เสปซ ไม่ก็ติดเกม
ออนไลน์...เอาง่ายๆคือพวกที่ไม่ทำงานทำการนั่นและ...เป็นปัญหาสังคมอันดับหนึ่งถ้า
อยากรู้ชีวิตฮิกกี้ขอแนะนำการ์ตูนเรื่อง "NHK สมาคมคนหนีโลก"ของสยามอินเตอร์คอม
มิคครับ และจะได้รับรู้ชีวิตอันน่า(อนาถ)ของเหล่าฮิกกี้ (แต่ต้องทำใจกับมุขเสื่อมๆและตลก
ร้ายที่สุดแสนจะน่ากลัวและความอนาถเอาไว้ให้ดีนะ แต่บอกตามตรงพระเอกเรื่องนี่สุดยิด
จริงๆมีความเป็นคนมากๆครับ(มันการ์ตูนปัญหาสังคมนี่หว่าไม่เหมือนคนมันก็ไม่ได้แล้ว)แต่
ที่พบว่าสุดยอดเพราะพระเอกมันมีส่วนคล้ายผมนะสิ...วางใจครับผมยังไม่เป็นฮิกกี้หรอก
ตราบใดที่พ่อกับแม่ของผมยังถีบผมไปร.รอยู่เสมอๆ)

จบเรื่องฮิกกี้ไว้แค่นี้มาดูโอตาคุของเรากันต่อ... ส่วนมากโอตาคุหมดเงินไปกับอะไรนะเหรอ?
ลืมได้เลยว่าเขาจะเอาตังค์ไปซื้อรถ,เครื่องสำอาง,เสื้อผ้าหรูๆ พวกเขามักหมดเงินไปกับสิน
ค้าจากอนิเมทต่างๆนาๆไม่ว่าจะฟิกเกอร์ หมอนข้าง ชุดคอส มีแม้กระทั่งก.ก.นของตัวละคร
ในอนิเมะ.... - -"

ต่อไปเป็นมุมมองของคนเขียนล้วนๆละนะครับ

โอตาคุก็คล้ายๆกับสโตกเกอร์นั่นและครับ...(ตามเก็บสินค้าของสาวน้อยสองมิติ สูบรูปภาพ
ของพวกเธอ... แน่นอนบางทีเอาก.ก.นสวมหัวยังมีเลย)แบบนี้ไม่เรียกสโตกเกอร์แล้วจะเรียก
ว่าอะไรล่ะครับแต่ยังดีครับ...ที่โอตาคุจริงๆนั้นไม่สนคนจริงๆเท่าไร(เว้นโอตาคุดารา - - เอ่อ
ที่ผมพูดถึงนี่กรณีโอตาคุอนิเมทล้วนๆครับ)เพระงั้นการเป็นสโตกเกอร์ของพวกเขาไม่ได้
ทำให้ใครเดือดร้อน...(จริงๆนะอย่างมากชาวบ้านก็มองว่าบ้าแต่เขาก็ไม่ได้ไปฆ่าใครสัก
หน่อย(เว้นพวกเป็นโอตาคุแล้วก่อเหตุ - - อันนั้นมันส่วนน้อย)ไม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ไม่ถูก
เพราะกลางวันพวกเขาก็มนุษย์เงินเดือน(ไม่งั้นจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อฟิกเกอร์เหล่า)แถมยัง
ทำให้อุตสาหกรรมด้านนี้มีเงินไหลเวียนอีกด้วย แล้วถ้าบอกว่าไม่ผลิตประชากรล่ะ นั้นก็พูด
ไม่ได้เพราะโอตาคุอนิเมทยังมีส่วนน้อยพวกเขาไม่เพิ่มประชากรก็จริงแต่คนพวกนี้กลุ่ม
เล็กๆไม่ส่งกระทบต่อภาพรวมเท่าไรหรอกครับ...ไว้ถ้าคนเป็นโอตาคุราวๆ20%ของประเทศ
ค่อยคุยประเด็นนีกันอีกครั้งนะครับ...อีกอย่างที่ญี่ปุ่นที่ดินแพงมากๆครับคิดว่าประเทศเขาคง
ไมได้อยากจะเพิ่มประชากรกันซักเท่าไรหรอกครับแต่ผมไม่แน่ใจนะครับ~)

ถ้าจะบอกว่าแล้วข่าวไม่ดีเกี่ยวกับโอตาคุที่ออกมาล่ะ...ก็ขอตอบว่ามีขาวก็ต้องมีดำครับมี
คนดีก็ต้องมีคนชั่ว เพราะงั้นให้ดูที่ภาพร่วมครับ...อย่างโอตาคุสัก100คนก่อเหตุ2-3คนก็ยัง
ไม่เท่าไรแต่ถ้าก่อเหตุสัก20-30คนนี่ก็ค่อยมาว่ากันอีกทีครับ แต่ก็เป็นธรรมดาของโลกและ
ครับไอ้เรื่องดีๆนะมนุษย์ลืมง่าย แต่ไอ้เรื่องแย่ๆอะคนจำนาน - -"(รึท่านจะเถียง?)เอาง่ายๆ
ข่าวในหนังสือพิมม์หน้าแรกๆเรื่องดีๆยังไม่ค่อยจะเห็นกันเลยครับ มีแต่ข่าวฆาตกรรมบ้าง
คดีข่มขืนบ้าง ข่าวสร้างสรรค์บางทีไปอยู่หน้าหลังๆ...และพอมีเรื่องอะไรกันขึ้นหน่อยก็ชอบ
เหมาร่วมทั้งๆที่จริงๆแล้วมันมีถึง1%รึเปล่าก็ยังไม่รู้

ทำไมคนถึงเป็นโอตาคุ...เอาประสบการณ์จริงมาตอบละกัน...

ผมคิดว่าที่คนเป็นโอตาคุเพราะผิดหวังกับชีวิตครับ อย่างบางคนชอบผู้หญิงแต่ไม่กล้าเข้า
ไปคุย(รูปร่างไม่ดี พูดไม่ถูกหรือมักเป็นคนที่จะต้องถูกทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะเสมอๆ
เป็นต้น)ก็ทำให้พวกเขาเกิดปมด้อยขึ้นในใจปิดกันตัวเอง อย่างบางคนถูกรังแกมาตลอดไม่
มีเพื่อนอะไรคือทีพี่งของเขาละครับ...เอาง่ายๆผมจะยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่ง(ไม่ใช้ผมหรอก
นะเพระประเด็นผมซับซ้อนกว่านี้เยอะ) เด็กคนนี่หน้าตาไม่ดี ไม่มีเพื่อนและมักถูกรังแกเป็น
ประจำเขาแอบชอบผู้หญิงคนนึงแต่ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย...เขาพยามรวบรวมความกล้า
สารพรักออกไปแต่ถูกตอกกลับมาแบบไร้เยื่อใย...เด็กคนนั้นเศร้ามากและบังเอิญไปเปิด
หนังสือการ์ตูนเรื่องนึงขึ้นมาและเขาก็ได้เห็นภาพเด็กหญิงคนนึงที่กำลังบอกตัวเอก(แน่นอน
ไม่ได้เรื่องคล้ายๆเขานั่นและ)ว่า"ไม่ต้องห่วงนะฉันจะอยู่กับเธอเสมอเสริมประโยคด้วยรอย
ยิ้มที่งดงาม...คิดเอาละกันครับจะรู้สึกยังไง เด็กหนุ่มคนนั้นหลงรักสาวน้อยคนนั้นเข้าเต็ม
เป้า แน่นอนสาวน้อยสองมิติจะยิ้มให้เราเสมอ จะไม่หักหลังเรา ไม่เรียกร้องอะไรจากเรา
เลย บางครั้งที่คนกลายมาเป็นโอตาคุอาจจะเพราะเหตุผลง่ายๆคือ"หาสิ่งที่ต้องการแต่ไม่
เคยได้รับ"มานั่นและ....

หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นการหลอกตัวเอง สักวันมันก็ต้องหายไป สิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง
ก็ต้องขอยอมรับครับที่พูดเนี่ยมันจริงแต่ก็ขอยืนยันต่อไปว่า"ตราบใดที่ยังใช้ชีวิตในสังคม
ได้อย่างปกติและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จะเป็นโอตาคุก็ไม่มีใครว่า"

สิ่งสำคัญคือแบ่งโลกให้ถูกครับเวลาเจอผู้คนอยู่ในโลกแห่งความจริงเวลาส่วนตัวอยู่ในโลก
แห่งความฝัน แค่นี้ก็ได้แล้วครับ...แต่โอตาคุส่วนมากแยกไม่ค่อยออกนะสิ...(แต่บางคนก็
ออกนะ - - อย่างกลางวันเป็นมนุษย์เงินเดือนไง)

แล้วถามว่าแล้วค่านิยมล่ะ มีเพื่อนเป็นโอตาคุจะเป็นโอตาคุด้วยมั้ย? ก็ขอตอบครับว่า"ยากมาก"
เนื่องจากคนกลุ่มนี่ยังมีน้อยในสังคมบ้านเรา อย่างเช่นเด็กมัธยมนั้นในโรงเรียนนึงจะมีโอตาคุ
สักกี่คนครับ บางโรงเรียนก็ไม่มีซะด้วยซ้ำแล้วค่านิยมในปัจจุบันนั้นจะมองคนที่เป็นโอตาคุ
ทำนอง"ไอ้บ้า"ตามความหมายของชื่อและครับ

เฮ่อ~ เมื่อย

Comment

Comment:

Tweet

ผมก็โอตาคุครับ ขอเปิดเผยเลยละกันนะครับ โอตาคุไม่จำเป็นต้องเป็นคนไม่สมหวังก็ได้ครับ เพื่อนผมที่เป็นโอตาคุหลายคนส่วนใหญ่มีแฟนแล้วทั้งนั้นนะครับ หน้าตาก็ดีด้วย(ยกเว้นกระผมที่ยังไม่มี) บางทีการเป็นโอตาคุก้เกิดจากความชอบส่วนตัวหรือไม่ก็ความหลงไหลในสิ่งต่าง ๆ ผมก็เป็นโอตาคุพวกอนิเมะ-โอตาคุปืน-โอตาคุเครื่องบินรบ น่ะครับ

#26 By Kiwamoto-san (49.229.189.157) on 2011-12-19 13:43

ผมก็เป็นโอตาคุคนนึงน่ะแหละ ที่เป็นก็เพราะว่าผิดหวังในชีวิตจริงๆ แหละครับ เพื่อนก็มีนะ แต่ไม่ใช่เพื่อนแท้ซักคนเลย คนที่ผมชอบหรอ ก็มีนะ แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่สนใจผมเท่าไหร่ ผมก็เลยผันตัวเองมาเป็นโอตาคุซะเลย (เหตุผลก็เพราะผมได้ดูการ์ตูนเรื่อง K-on! น่ะแหละครับ อยากมีเพื่อนแท้แบบนั้นมั่งจัง)

#25 By Hikarus_Shenshi (124.120.34.53) on 2010-10-24 22:27

แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นว่า โอตาคุ ถูกตีความอย่างแคบๆว่าเป็นพวกบ้าการ์ตุนมากกว่า นะ ซึ่งผมว่า ถ้าใครมาเรียกผมอย่างนั้นก็โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบมากก็เป็นได้ ( หรือ รู้ลึกหน่อย ก็พอมีเรื่องแนว 2ดี คุยกับชาวบ้านเค้ามากหน่อย )

#24 By โอตาคุโนเฮเซ (202.69.139.116) on 2010-06-09 16:16

ค...คุณ รู้ๆ ได้อย่างไร...

ว่าผมเป็นโอตาคุเพราะอกหัก ''OTZ

ผมดูแล้วบทความนี้ ตั้งเมื่อปี 2007 ใช่ไหม

ตอนนี้คอมเม้นนี้ก็ 2010 แล้ว มันผ่านไป 3ปีแล้ว

ตอนนี้อะ โอตาคุเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนเยอะมาก

แล้วก็"มีเพื่อนเป็นโอตาคุแล้วจะเป็นตาม"

อันนี้จริงครับ(ประสบการ์ณจริง)

ก็อยากบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยเริ่มมีโอตาคุ(อนิเม)

เพิ่มขึ้นเยอะกว่าแต่ก่อนมากและจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

#23 By NorMan on 2010-02-25 11:36

ผมเป็นพวกบ้ากันดั้มครับ อิอิ ต่อโมเดลลูกเดียว
http://okmemory.blogka.com/

ว่างๆไปดูคอลั่มผมได้นะ

#22 By เออ (58.8.63.115) on 2009-10-28 00:57

ทามมาย มัน เหมือนตัวผม เยอะจังเลยอ่ะ

question question question

#21 By karasu (113.53.164.120) on 2009-10-01 09:03

big smile

#20 By Shuu Exteen on 2009-09-08 12:57

^^ มันเราเลยนะเนี่ย

#19 By FREEDOM (58.9.98.40) on 2009-06-28 23:37

5555555555+แน่นนอนเลยเรา

#18 By popo (124.121.161.52) on 2009-06-15 18:11

*0* ขอบคุงงับ แหล่มๆ

#17 By แย้ (124.157.157.223) on 2009-04-15 20:20

ผมคับ O/ อ่านแล้ว ดูตัวเอง ท่าทางผมจะโอตาคุนะนี่

#16 By O/ (124.121.81.133) on 2009-02-01 05:02

ได้ความรู้เยอะแยะงับ
ขอบคุณมากงับbig smile

#15 By Wota (202.149.25.235) on 2009-01-10 21:12

ขอบคุณ

#14 By Saochin (118.172.17.21) on 2008-09-26 07:26

ผมอะเข้าข่าย หุหุ เพลง การ์ตูน เพลงเกมส์ ผมพอมี (ข้อนข้างเยอะ)
Chatdrin@hotmail.com

#13 By BOTman(OTAKUman) (124.157.165.107) on 2008-08-09 14:34

ได้ความรู้เยอะเลยคับ อ่านไม่หมดหรอกนะแต่ ผมคิดว่า เปลว่าพวก "บ้า" อานิเมะกะเกมส์งะ ดีละ

#12 By BOTman(OTAKUman) (124.157.165.107) on 2008-08-09 14:29

น่าจะมีเรื่อง I am O TA Ku น่ะ
ขนาด I am lagen ยังมีเลย
555++++++++++

#10 By area-88 (202.57.166.250) on 2008-07-07 14:46

อย่างนี้นี่เอง

งั้นเพื่อนเราเข้าข่ายโอตาคุสิ

#7 By CampzzZ on 2008-06-13 17:33

สงสารจับจิต

#6 By deathshock.hi5.com (124.157.232.166) on 2008-04-11 05:31

หวาววว ชอบมากเขียนดีจัง
ตอบช้าข้ามปีแต่มะสนอ่า โฮะๆ
แต่คนที่เป็นโอตาคุแล้วไม่ไปทำความเดือนร้อนให้ใครกลับโดนรังเกียจนี่ ... สังคมเรามักเห็นกันอยู่บ่อยๆ(แต่คงไม่เท่าญี่ปุ่นเนอะ)
ได้ใช้เวลาว่างในสิ่งที่ตัวเองรักถือเปนความสุขสุดยอดค่ะ
^^//

#5 By nunbu (58.8.186.2) on 2008-01-16 18:01

อืม อ่านแล้วก็น่าเห็นใจเนอะ...แต่ถ้าไม่เดือดร้อนใครก็ไม่มีปัญหาครับ ยังไงๆคนเราก็ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุดอยู่แล้วล่ะ รู้อะไรเยอะเลยนะเนี่ย ชอบคับๆ ว่างๆหาคำอื่นๆมาอธิบายอีกนะ^^big smile

#4 By Hagane F คุง on 2008-01-15 11:46

โอ้~~ ความรู้ ความรู้...ขอบคุณครับwink

#3 By GameMafia (61.7.175.254) on 2008-01-13 19:53

มีประโยชน์มากคับ ขอบคุณbig smile

#2 By otsuke (203.146.249.146) on 2007-12-25 23:39

โอววว รู้เรื่องเกี่ยวกะโอตาคุเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ ขอบคุณนะคร้าบบ

#1 By J (222.151.92.80) on 2007-10-25 21:12