หลังจากดองบล็อกมาจะเกือบ1ปี....จบSrwก็ไม่ได้เขียนมาอัพ DS2กับดันรอนทำอนิเมทก็ไม่ได้มาเขียน ๆลๆ วันนี้ไม่รู้นึกครึ้มอกครึ่มใจอะไรอยากกลับมาเขียนบล็อก แน่นอนว่าก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด ดันรอน(Danganronpa)นั้นเอง!(เอนทรี่ก่อนดองก็เป็นดันรอนกลับมาก็เป็นดันรอน)
 
จากบทสัมภาษณ์ในงานดันรอนเมื่อเดือนกันยาของปีที่แล้วที่อัพลงฟามิซึ พิธีกรได้ถามคุณโคดากะ(คนเขียนสคิปของซี่รีย์นี้)ไปว่า ถ้าดันกันรอนปะจะได้เป็นอนิเมทจะรู้สึกยังไง ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่า คงดีใจแต่คิดว่าฝ่ายคนเขียนบทกับผู้กำกับคงจะทำงานยากสักหน่อย เพราะดันรอนเป็นเกมที่เอามาดัดแปลงเป็นอนิเมทได้ค่อนข้างยาก
 
(สาเหตุที่พูดแบบนั้นผมคิดว่ามาจากการที่จุดขายจริงๆของดันรอนอยู่ที่ระบบเกมนี้แหละ และมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำเข้าไปใส่ในตัวอนิเมทได้)
 
แต่อย่างไรก็ตามผู้กำกับSeiji Kishi คนเขียนบทMakoto Uezuแล้วก็สตูดิโอLerche ได้นำดันรอนมาทำเป็นอนิเมทและได้ถูกนำมาฉายในซีซันนี้(ฉายตอนแรกไปเรียบร้อยแล้ว) จากความรู้สึกของแฟนดันรอนอย่างผมที่ดูต่อแรกแล้วค่อนข้างชอบครับ เพราะนอกจากจะทำอิงเกมแบบช็อตต่อช็อตให้ได้อมยิ้มแล้วยังรู้สึกว่าการนำเสนอก็อยู่ในระดับที่โอเคนะ แต่มันก็ยังดูราบเรียบอยู่(เพราะเอาจริงๆเสน่ห์ของดันรอนมันจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากจบบทแรกนั้นแหละ)
 
ผมคิดว่าดันกันรอนปะเป็นเกมที่ดีครับ ดีมากๆเลยด้วย ส่วนอนิเมทจะดีหรือไม่ดีนั้นยังสรุปไม่ได้ แต่การทำตามเกมขนาดนี้ก็น่าจะรับประกันได้ระดับหนึ่งละว่า ไม่น่าจะด้นเนื้อเรื่องเองแบบคราวDS2
 
เอาละ ไหนๆอนิเมทก็ฉายแล้ว ผมก็เลยคิดว่าจะมาเขียนเสน่ห์ของซี่รีย์นี้ที่ตัวผมชอบลงบล็อกซะหน่อยดีกว่า แต่ความเห็นของผมจะอิงจากตัวเกมเป็นหลักนะครับ และที่จะเขียนก็คือความเห็นในส่วนของเนื้อเรื่องอย่างเดียวไม่นับส่วนเกมเพลย์
 
ว่าจริงๆแล้วดันกันรอนปะเป็นเกมที่ถูกออกแบบมาให้เน้นเกมเพลย์มากกว่าเนื้อเรื่อง(แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย) เพราะเดิมทีถูกพัฒนาขึ้นโดยแนวคิด เปลี่ยนคำเถียงค้านเป็นแนวกระสุนแล้วยิง แต่จุดที่เอามาเติมเต็มส่วนนี้คือคือแนวเรื่องที่เรียกว่า"แบตเทิลโรยัล"
 
ไอ้การจับตัวละครมานั่งฆ่ากันเองมันไม่ใช่อะไรที่ใหม่แล้วออกจะเกร่อไปด้วยซ้ำในยุคนี้ แต่ดันรอนก็ยังสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาได้
 
1.โมโนคุมะไม่ได้บังคับให้ฆ่า
 
- จุดหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเลยคือ โมโนคุมะไม่ได้บังคับให้เหล่าสุดยอดนักเรียนนั้นต้องมาฆ่ากัน มันแค่เสนอทางเลือกว่าถ้าอยากออกก็ต้องฆ่า และคอยไซโคให้ฆ่ากัน...ถึงจะดูเหมือนบังคับแต่มันไม่ได้บังคับ มันก็แค่"อยาก"เฉยๆ ไม่มีอำนาจอะไรมากไปกว่าการพูดกรอกหูทั้งวันทั้งคืนหรือหาเงื่อนไขอะไรมาตั้งเพื่อให้คนยอมทำตาม คนที่ตัดสินใจลั่นไกก็คือบรรดานักเรียนเองต่างหาก
 
รู้ทั้งรู้ว่านั้นเป็นมือของปีศาจ ก็ยังจะยื่นเข้าไปจับ...รู้ทั้งรู้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่แขวนคอตัวเองแต่ก็ยังเลือกที่จะทำ
 
เพราะอะไร? เพราะนั่นคือความหวังหนึ่งเดียวที่จะหนีรอดยังงั้นเหรอ? ควาหวังที่เกิดจากการดับความหวังของคนอื่น? หากทำไม่สำเร็จละ? ความหวังเหล่านั้นก็มลายกลายเป็นความสิ้นหวังไปทันทีเลยนะ รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังเลือกที่จะทำ รู้ทั้งรู้แต่ก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้..
 
ผมคิดว่านี้เป็นเสน่ห์ของดันกันรอนปะเลยละ เพราะทุกคน"เลือก"ที่จะฆ่าเองไม่ได้ถูกบังคับให้ฆ่า น้ำหนักของความผิดเลยเพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว และเป็นการแสดง"ความสิ้นหวัง"ในตัวของมนุษย์ให้ออกมาในแบบที่ตัวโมโนคุมะต้องการด้วย
 
2.เหล่าผู้ร่วมเกมนั้นคือสุดยอด
 
แน่นอนครับ ว่านักเรียนของโรงเรียนคิโบกามิเนะล้วนแต่เป็นสุดยอดในด้านต่างๆ พวกเขาล้วนเก่งในเรื่องใดไม่ก็เรื่องหนึ่ง สำหรับคนทั่วไปแล้วมันก็น่าชื่นชม น่ายกย่อง...แต่โมโนคุมะก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาย้ำยีทำลายทิ้งซะ แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าไอ้พวกคนเก่งมันก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าใครหรอก ยังมีความโลภ ยังคิดที่จะเอาช่วงชิงชีวิตคนอื่น ตัวแทนที่เป็นเหมือนความหวัง เมื่อถูกย้อมเต็มไปด้วยสีดำที่เรียกว่าความสิ้นหวังแล้ว ยิ่งทำให้บรรดาคนปกติทั่วไป(อาทิเช่นคนเล่น)เริ่มรู้สึกสิ้นหวังเข้าไปใหญ่ นี้และ...คือสิ่งที่โมโนคุมะต้องการละ
 
3.การโหวตตัดสิน = พวกแกเป็นคนส่งลงนรก
 
รู้ทั้งรู้ว่าคนที่โหวตจะต้องตาย...แต่ถ้าไม่โหวตเราก็ตาย มันก็เหมือนกับการตั้งกฎขึ้นมาถ้าใครล้ำเส้น(ฆ่าคนอื่น)ก็ไม่แปลกที่จะต้องตาย แต่เอาจริงๆแล้ว...จะมีใครบ้างที่ใจแข็งพอจะยอมรับกฎนี้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ "ฉันทำถูกแล้วหมอนั่นมันเป็นคนฆ่า ก็ต้องตายสิ"พูดแบบนี้แล้วทำหน้าชิวๆไม่มีอะไรเกิดขึ้น...คำตอบก็คือไม่มีหรอก... เพราะอย่างน้อยๆแม้จะใจแข็งยังไงก็ต้องมีรอยร้าวกันบ้าง ยิ่งคนที่คิดมากยิ่งรู้่สึกผิดเป็นเงาตามตัว...ก็นะ... มนุษย์เราเอง เกลียดใครก็อยากให้คนนั้นตายแต่ก็ไม่กล้าที่จะลงมือเอง โมโนคุมะก็แค่ตอกย้ำความจริงข้อนี้ เมื่อพวกแกต้องมาลงมือเองจะทนรับไหวไหม?
 
ถ้าไม่โหวตก็จะถูกฆ่า โหวตไปไอ้คนที่โดนโหวตก็จะโดนฆ่า มันคือการบังคับฆ่าทางอ้อมใช่ไหม? คำตอบก็คือใช่ และในบางครั้งคนเราก็คงจะรู้สึกว่า เราถูกบังคับให้เลือกทั้งๆที่ไม่อยาก เพียงเพราะคนอื่นเข้ามาล้ำเส้น ทำไมเราถึงต้องตัดสินด้วย? ทำไมเราถึงต้องมีส่วนร่วมไปด้วยทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ
 
ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่มีใครที่ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวไม่ล้ำเส้นคนอื่นได้และก็มีหลายๆครั้ง ที่เราต้องไปพัวพันกับปัญหาที่คนอื่นเป็นผู้ก่อ ยิ่งมันร้ายแรงระดับต้องโหวตให้ตายและมีชีวิตเราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะเลือกไม่โหวต
 
และเมื่อถูกบังคับให้ทำแบบนี้นานๆเข้า เราก็จะเริ่มสิ้นหวัง สิ้นหวังในตัวของคนอื่นๆ สิ้นหวังในตัวเอง และนั้นก็คือสิ่งที่โมโนคุมะต้องการจะเห็นละ
 
4.ถีบตกเหวแล้วดันพาขึ้นไปสวรรค์
 
ผมเกลียดการตบหัวแล้วลูบหลังมากๆ แต่ดันกันรอนปะไม่ใช่ตบหัวแล้วลูบหลัง...ตัวเกมไม่ได้ตบหัวผมเลยสักนิด แต่ผมต่างหากที่เลือกที่จะสิ้นหวังเอาหน้าโขกพื้นเอง(ถ้าให้พูดจริงๆคือเกมมันดันทำทางเดินมืดๆแล้วมีอะไรแวบไปมาด้านหลังเหมือนผมจะโดนตบหัว แต่จริงๆแล้วไม่ได้โดนตบ)...เมื่อลองเงยหน้าดู...ก็ยังเห็นแสงสว่าง เห็นทางออกอยู่ ถึงแม้สองข้างทางจะน่ากลัวยังไงมันก็แค่ข้างทาง...ถ้าเรายังไม่ยอมแพ้ถ้าเรายังมีความหวัง เราก็ยังก้าวไปสู่แสงสว่างได้ และนี้คือจุดที่ผมชอบที่สุดในดันกันรอนปะ "แกทำฉันสิ้นหวังถึงระดับสุดๆ ราวตกเหวลึก แต่แกก็ยังชี้นำแสงสว่างให้เห็นความหวังอยู่เรื่อยๆได้อยู่อีก"
 
และสุดท้าย
 
Aคุง - ดันกันรอนปะคือเหล้าเก่าในขวดใหม่ ก็แค่แนวแบตเทิลโรยัลจิตตกปวดตับเดิมๆที่เอามานำเสนอให้ดูแนวๆเท่านั้นเอง
 
Srwkung - それは違うよ!( หรือคำพูดคัดค้านประจำซี่รีย์นี้)
 
Srwkung - จริงๆแล้วดันกันรอนปะมันคือน้ำผักที่ดีต่อสุขภาพต่างหากละ!!!
 
ผมเชื่อว่าคนที่เล่นเกมจบแล้วจะเข้าใจสามประโยคนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนคนที่ยังสงสัย ก็ขอให้ตามดูอนิเมทให้จบ ผมเชื่อว่าจะพบกับคำตอบครับ (ถ้าอนิเมทมันทำสื่อออกมาแบบเดียวกับที่เกมต้องการจะสื่อน่ะนะ...)
 
การพานพบนับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดอย่างหนึ่งเหมือนกัน ว่าจริงๆแล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าเกมที่มีองค์ประกอบของ"การสืบสวน"+"แบทเทิลโรยัล"+"เกมชู๊ตติ้ง" อย่างซี่รีย์นี้จะเข้ามาเป็นเกมสุดโปรดของผมได้เลยน่ะ
 
แต่เพราะดันกันรอนปะซี่รีย์มันมีอะไรมากกว่านั้นน่ะสิ เลยทำให้ผมติดมันหนึบชนิดที่ว่าแกะไม่ออกไปเลย
 
สำหรับซูเปอร์ดันกันรอนปะ2 นั้น ก็เป็น"ภาคต่อ"จากเกมสืบสวนแนวไฮสปีดแอคชั่นภาคแรกอย่าง"ดันกันรอนปะ" ที่ยังคงคอนเซ็ปเดิมเอาไว้ และเพิ่มเติมระบบใหม่ๆเข้ามามากมายที่ทำให้เกมดูสมกับเป็น"ภาคต่อ"ที่พัฒนามากขึ้นกว่าภาคแรกชนิดจมหัว
 
เรื่องย่อ
 
เด็กม.ปลาย16คนที่เป็น"สุดยอดนักเรียนม.ปลาย"ในด้านต่างๆถูกเชิญให้มาเรียนที่โรงเรียนคิโบกามิเนะ(แปลเป็นไทยได้ว่าโรงเรียนความหวังอันสูงสุด)เมื่อมาถึงแล้วทั้งหมดกับพบกับตุ๊กตากระต่ายประหลาดสีชมพูครึ่งขาวครึ่ง มันแนะนำตัวว่ามันชื่อสาวน้อยเวทมนต์อุซามิ หรือเรียกสั้นๆว่าอุซามิแล้วก็เป็นอาจารย์ของทุกคนด้วย
 
เมื่ออุซามิโบกคทาไป ห้องเรียนที่ทุกคนอยู่เพดานก็ถูกผ่าออก รู้ตัวอีกที ทั้งหมดก็มาอยู่ในหาดทรายของเกาะทางใต้ที่ไหนสักแห่งแล้ว
 
อุซามิบอกว่าทางเดียวที่ทุกคนจะออกไปได้ก็ต้องทำความสนิทสนมกับคนอื่นๆให้มากๆ เมื่อสนิทแล้วจะได้"ชิ้นส่วนแห่งความหวัง"มา ขอให้ทุกๆคนรีบสนิทกัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและใช้ชีวิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง!!
 
ถึงมันจะเป็นอะไรที่พิลึกพิลั่น แต่"ฮินาตะ ฮาจิเมะ"ตัวเอกของเกม ที่ดันความจำเสื่อมจำเรื่องราวอะไรของตัวเองไม่ได้นอกจากชื่อและเรื่องราวก่อนมาถึงโรงเรียนแห่งนี้เล็กน้อยนั้น ก็ได้ตัดสินใจทำตามที่อุซามิบอก อย่างน้อยๆบรรยากาศที่เป็นกันเองกับทุกๆคนนั้นก็ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาบ้าง
 
เรื่องราวความรัก การผจญภัย และมิตรภาพของฮินาตะ ฮาจิเมะกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่เกาะสวรรค์แห่งนี้แล้ว!!!
 
...
 
...
 
...
 
それは違うよ! (มันไม่ใช่แบบนั้นเฟ้ย!)
 
ระหว่างที่ฮินาตะกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นน้ำกับคนอื่นๆ ฟ้าก็มืดครึ้มลง...พร้อมกับการปรากฎตัวของผู้มาเยือนลึกลับ มันประกาศให้ไปรวมตัวกันที่เกาะเล็กที่อยู่ใจกลางของหมู่เกาะทั้ง5แห่งนี้ และเมื่อทั้งหมดไปถึงก็ได้พบกับตุ๊กตาหมีสีขาวครึ่งดำครึ่งมีตาสีแดงอยู่ข้างที่เป็นสีดำ
 
มันแนะนำตัวเองว่ามันชื่อ โมโนคุมะ เป็นเจ้าของหมู่เกาะ"จาบาว็อค"แห่งนี้ พร้อมกับกระทืบอุซามิแล้วหักคทาวิเศษทิ้ง ก่อนจะเอาผ้าอ้อมให้อุซามิใส่แล้วเปลี่ยนชื่อเธอกลายเป็น"โมโนมี่"น้องสาวของเขา
 
โมโนคุมะอธิบายกับทุกคนว่า ทุกคนจะต้องอยู่ที่นี้ตลอดไป ไม่สามารถหนีออกไปได้ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งการสำเร็จการศึกษานั้นก็คือ"การฆ่าใครสักคน" ขอแค่ฆ่าใครสักคนในหมู่16คนนั้นแล้วปิดเงียบไว้ไม่ให้ใครรู้ ต่อจากนั้นคนที่เหลือทั้งหมดจะต้องเข้าสู่ศาลชั้นเรียน มาถกเถียงไต่สวนแล้วโหวตกันว่าใครเป็นคนฆ่า
 
ถ้าเกิดโหวตฆาตกรได้ถูกต้อง ฆาตกรจะถูกลงโทษแล้วทุกคนก็ต้องติดอยู่ที่นี้ต่อไป แต่ถ้าโหวตผิด ฆาตกรตัวจริงจะหนีออกไปได้แล้วคนที่เหลือก็จะถูกลงโทษแทน
 
แน่นอนว่าไม่มีใครจะยอมรับกฎบ้าๆแบบนี้หรอก แต่พอจะเข้าไปหาเรื่องโมโนคุมะ มันก็เรียกผู้ช่วย"4คน"ของมันออกมา นั้นคืออดีตรูปปั้นใจกลางเกาะที่กลายร่างเป็นหุ่นยนต์ยักษ์4ตัว....
 
ด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดก็ต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือก...เกาะสวรรค์กำลังจะกลายเป็นเกาะเลือดสาดและ...ศาลชั้นเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง!!!
 
ระบบ
 
ระบบโดยรวมของภาคนี้จะค่อนข้างเหมือนกับภาคแรกของเกมถ้าเป็นช่วงวันปกติหรือช่วงสืบสวน แต่ในส่วนศาลชั้นเรียนมินิเกมต่างๆจะอัพเกรด+เพิ่มระดับขึ้นให้ยากกว่าเดิม
 
 
ศาลชั้นเรียน
 
 
การถกเถียง
- โดยรวมการถกเถียงก็ยังเหมือนกับภาคที่แล้ว แต่จะมีเพิ่มคำพูด"สีฟ้า"ซึ่งต่างจากคำพูด"สีเหลือง"ตามปกติ สำหรับสีเหลือนั้นเมื่อยิงกระสุนไปแล้วจะเป็นการ"ค้าน"ประโยคนั้นแต่"สีฟ้า"จะเป็น"เห็นด้วย"กับประโยคนั้น แชปเตอร์หลังๆจะมีทั้งสีเหลืองและฟ้า ซึ่งเราก็ต้องดูว่าอันนั้นควรจะเห็นด้วยไหม ควรจะค้านไหม ๆลๆ
 
ภาคนี้ยังมีการดูดคำพูดสีเหลืองและฟ้ามาเป็นกระสุนหลักฐานเหมือนเดิม แต่จะใช้น้อยกว่าภาคแรก แต่ภาคนี้จะมีคำพูด"สีม่วง"ทับอยู่ในประโยคสีเหลืองด้วย กล่าวคือต้องกดยิงแบบปกติ(O)ก่อนเพื่อให้สีม่วงหายไปกลับเป็นสีเหลืองไม่ก็สีฟ้าตามเดิม ถึงจะยิงกระสุนค้านออกไปได้
 
แฟลชอนาแกรม
- เพิ่มระดับความยากขึ้นมามากกว่าภาคที่แล้วโข ภาคนี้ตัวอักษรจะวิ่งชนกันได้ เมื่อชนกับอักษรตัวอื่นก็จะระเบิดแล้วเราก็จะเสียพลัง การเก็บตัวอักษรนั้น เมื่อทำเก็บ(กดปุ่มO)แล้วอักษรจะไปอยู่ที่สต็อกแล้วเราก็ต้องทำการยิงไปรวมกับตัวอักษรที่เหมือนกัน ต้องรวมให้ครบอย่างน้อยๆ2ตัวก่อนถึงจะกดสามเหลี่ยมที่อักษรนั้น ยิงไปใส่ในคำตอบได้ อักษรที่ทำการรวมแล้วจะไม่เคลื่อนไหว แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆมันจะระเบิดลดพลังไปเหมือนกัน แถมอักษรตัวช่วยที่ใส่มาให้แล้วก็ไม่ค่อยมีด้วย(อ้างอิงระดับนอร์มอล ไม่เคยเจอเลยสักครั้ง)
 
พานิกทอร์คแบทเทิล
- หรือก็คือเวอร์ชั่นใหม่ของแมนชีนกันทอร์คแบทเทิล จังหวะกดจะมีแค่จังหวะเดียวไม่มีเพิ่มBMPแบบภาคที่แล้ว(แต่BMPตั้งต้นจะแตกต่างกันไปถ้าไปฉากท้ายๆBMPจะสูงปรี้ดทำให้กดยากขึ้น) แต่ยังมีเนกาทีฟไทม์ที่ทำให้เรามองไม่เห็นปุ่มกด ภาคนี้ไม่ต้องกดOล็อกเป้าแล้วกดสามเหลี่ยมยิงทำลายเหมือนภาคที่แล้ว แต่แค่กดOให้ตรงจังหวะก็พอ แต่อันที่จะทำลายได้ต้องเข้าใกล้เรามาพอสมควรแล้วถึงจะยิงทำลายได้ และภาคนี้ก็ยังมีกระสุนจำกัดต่อการยิง ที่จะต้องกดสี่เหลี่ยมเพื่อรีโหลด ซึ่งการรีโหลดก็ต้องกดให้ตรงจังหวะเหมือนกัน และสุดท้าย ในตอนที่จะยิงกระสุนพิฆาตนั้น จะต้องกดปุ่มสี่ปุ่มตามทิศเรียงคำในแต่ละปุ่มให้ถูกต้องรวมเป็นคำเดียวเพื่อพิฆาตอีกฝ่ายด้วย
 
ไคล์แม็กซ์อินเฟอเรส
- อันนี้โดยรวมก็จะเหมือนกับภาคที่แล้ว แต่จะเปลี่ยนเป็นชิ้นส่วนที่ให้มาจะเป็นทีละสต็อกแทน(ภาคแรกจะให้มาพร้อมกันหมดเลย) สต็อกละห้าอัน และแต่ละอันก็จะมีอันที่ถูกอยู่และก็มีอันที่ผิดอยู่ด้วย เมื่อใส่อันที่ถูกลงครบอันที่ผิดจะหายไปแล้วจะได้สต็อกใหม่มาแทน ส่วนการใส่จะต่างจากภาคที่แล้ว ตรงที่ถ้าใส่ผิดตำแหน่งมันจะเด็งออกแล้วเราจะเสียพลังทันที ต่างจากภาคแรกที่ต้องกดเล่าเรื่องก่อนถ้าผิดมันถึงจะเด็งกลับมาให้ใส่ใหม่
 
สำหรับระบบใหม่ของภาคนี้ก็ได้แก่
 
 
ฮันรอนช็อตดาวท์
- ระบบใหม่ของภาคนี้ เป็นการ"ฮันรอน"(โต้แย้ง)ของตัวละครอื่นๆ หรือจะว่าง่ายๆคือระหว่างที่พูดๆอยู่ตัวละครตัวอื่นค้านขึ้นมานั้นแหละ เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ระบบจะเปลี่ยนจากการยิงเป็นการใช้มีดฟันแทน (โคตาดามะก็จะเปลี่ยนไปเป็นมีด)
 
ในโหมดนี้เราต้องทำการฟันคำพูดของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดเพื่อดันอีกฝ่ายไปอีกฝั่งให้ได้ ถ้าเราไม่ฟันเลยคำพูดเหล่านั้นก็จะเป็นฝ่ายดันเราแทน(และเราก็จะเสียพลัง)โดยจำนวนที่ฟันได้ก็จะมีอยู่ที่มุมขวาล่าง เพราะงั้นต้องวางแผนให้ดีๆว่าจะฟันจากมุมไหนแนวไหน (การฟันใช้คียลูกศร อนาล็อกหรือกดOก็ได้)
 
ส่วนการชนะในโหมดนี้นั้นคือต้องฟันคำพูดที่เป็นคีย์"สีเหลือง"ของอีกฝ่ายให้ได้ เหมือนตอนเถียงกันแบบปกติ(แน่นอนว่าหลักฐานที่เลือกใช้ต้องถูกแล้วก็ต้องฟันใส่ประโยคสีเหลืองที่ถูกด้วย) การฟันด้วยหลักฐานก็คือปุ่มสามเหลี่ยมเหมือนยิงกระสุนหลักฐาน บางครั้งคำพูดสีเหลืองที่ถูกต้องจะไม่โผล่ออกมา ต้องไล่ฟันคำพูดทิ้งไปเรื่อยๆดันอีกฝั่งไปให้สุดก่อน ถึงจะมีคำพูดล็อตใหม่โผล่ออกมา (ฉากหลังๆบางทีต้องดันถึงสามรอบ)
 
ส่วนคำพูดประจำโหมดนี้ของฮินาตะก็คือ その言葉、斬らせてもらう! (คำพูดของนายน่ะ! ถูกความจริงเฉือนทิ้งแล้ว!)
 
 
โลจิคเคอร์ไดร์ฟ
-มินิเกมอันใหม่ ผสมกับแนวเรสซิ่ง โดยจะเป็นการจำลองภาพความคิดในหัวของฮินาตะที่ตัวฮินาตะแล่นไปในสมอง(เส้นประสาท)แก้ปัญหาเพื่อเอาข้อมูลกระจัดกระจายเหล่านั้นมารวมกันเป็นทฤษฏี วิธีการเล่นก็คือการกดOค้างเพื่อมุ่งไปข้างหน้า สี่เหลี่ยมเพื่อเบรก สามเหลี่ยมเพื่อกระโดด Xเพื่อลดความเร็ว โดยจุดพื้นสีเหลืองคือจุดเช็คพ็อยส์เวลาตกจากรางจะมาเกิดที่จุดนั้นล่าสุด พื้นสีเหลืองมีลูกศรคือพื้นเร่งความเร็ว ระหว่างทางจะมีอุปสรรคต่างๆเช่นบล็อกกั้น บล็อกหมุนหรือทางขาดขวางทางด้วย ถ้าชนพลังก็ลดลง และเมื่อถึงจุดหนึ่งจะมีคำทางขึ้นมาแล้วมีตัวเลือกให้ตอบ การตอบก็คือต้องแล่นไปตามทางของคำตอบนั้นๆ ถ้าเป็นคำตอบที่ถูกจะมีทางไปต่อแต่ถ้าผิดจะขาดกลางแล้วต้องมาเริ่มตอบใหม่(แน่นอนว่าเสียพลัง)
 
นอกจากระบบใหม่ๆในศาลชั้นเรียนแล้ว ระบบอื่นๆในวันปกติก็ยังคงเดิม จะมีเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆเช่นจำนวนที่ทำอีเวนท์ฟรีไทม์ได้ต่อคน จะถูกปรับเป็น6ครั้งเท่ากันหมด ทำอีเวนท์หนึ่งครั้งจะได้"ชิ้นส่วนของความหวัง"มาสำหรับใช้ซื้อสกิลต่างๆในศาลชั้นเรียน หรืออย่างจุดเก็บโมโนเมตัลที่ไม่ได้มีมากเหมือนกับภาคที่แล้วและสังเกตได้ง่ายกว่า(แต่บางอันก็ยาก)คือจะเป็นรูปโมโนคุมะแปะอยู่ เมื่อสำรวจเจอก็จะได้มา10อัน ไอเทมที่ไม่ต้องไปใส่เหรียญหมุนอย่างเดียวแต่จะมีตู้ให้ซื้อของด้วย(แต่ไอเทมมีไม่ครบบางอันต้องไปหมุนตู้อยู่เหมือนเดิม)
 
ภาพและฉาก
 
ภาคนี้มีCGเพิ่มขึ้นเพียบ มูฟวี่ก็มีเยอะขึ้นเหมือนกัน สำหรับภาคนี้นั้นเกมโปรโหมตว่าทำแบบ2.5D เลยทำให้ได้เห็นฉากที่เป็นสามมิติผสมกับตัวละครที่เป็น2มิติสลับไปมาในฉาก แต่ที่เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเลยคือระบบการเคลื่อนที่ ที่จะเลือกสถานที่ไปเป็นจุดๆได้(แต่การเดินในฉากแบบภาคแรกก็ยังมีแต่น้อยลง) เนื่องจากธีมของเรื่องเป็นเกาะห้าเกาะ เราก็เลยได้เห็นอะไรแปลกๆในภาคนี้ค่อนข้างเยอะ ทั้งสนามบิน ฟาร์ม ไลฟ์เฮาท์ โรงพยาบาล หอสมุด สวนสนุก หรือแม้แต่โรงงานผลิตโมโนคุมะก็ยังมีให้เห็นในเกม
 
เสียง
 
ภาคนี้แทร็คเก่าๆของภาคที่แล้วมาด้วยแต่ก็มีเพลงใหม่เยอะเหมือนกัน ที่ผมชอบในภาคนี้ก็มีเพลงอย่าง イコロシア เพลงธีมตอนสืบสวนของภาคนี้(จริงๆมันก็เอาเพลง Box15เพลงของภาคที่แล้วมามิกซ์นิดๆน่ะ) เพราะให้อารมณ์เหมือนกับเรื่องแนวนักสืบมาก เพลงเปิดตัวโมโนมี่(モノミ先生の教育実習) เป็นต้น แต่กับ เพลงEnding ผมดันชอบเพลงภาคเก่ามากกว่าแฮะ
 
ของแถม
 
ถ้าเทียบกับภาคที่แล้ว ภาคนี้ใส่มินิเกมมาเยอะมากชนิดที่ว่าถ้าเกิดเนื้อเรื่องการสืบสวนมันไม่สนุกแล้วล่ะก็ เกมนี้จะกลายเป็นเกมรวมพวกมินิเกมเล่นไปเลยล่ะ มินิเกมที่แถมๆมาภาคนี้นอกจากในศาลชั้นเรียนแล้วนั้นก็จะมี เมจิกคัลอุซามิ ที่เป็นเกมแนวทำลายศัตรูบนฉาก(บังคับตัวโมโนมี่)หรืออย่างเกมดันกันไอร์แลนด์ เกมซิมูเลชั่นรวบรวมของทรัพยากรมาสร้างของให้ทันตามวันที่กำหนดเป็นต้น ในตัวเกมเองก็จะมีมินิเกมอย่าง "ทไวท์ไลท์ซินโดรม"เกมแอดเวนเจอร์ลึกลับที่เป็นธีมเกมให้เล่นในบทที่2 (ตัวเกมทไวท์ไลท์ซินโดรมมีออกมาจริงๆน่ะครับ เป็นเกมของค่ายHuman ที่ภาคหลังๆได้ Spikeมาเป็นผู้จัดจำหน่ายเลยทำให้มีการโผล่มาและมีเอามาอ้างอิงได้ในดันกันรอนปะภาคนี้)หรืออย่างมินิเกมในบทที่4 ไฟน่อลเดธรูม มินิเกมแนวให้หาของถอดรหัสออกจากห้องเป็นต้น
 
นอกเหนือจากมินิเกมแล้ว ของแถมอีกหลายๆอย่างก็มีเช่น สัตว์เลี้ยงในบัตรนักเรียน อารมณ์คล้ายกับทามาก็อตในเกม โดยเราไม่จำเป็นต้องให้อาหารแต่อย่างใด(แต่ต้องเก็บอึมันน่ะ) แต่สามารถให้ของขวัญได้ และการที่มันจะโตเป็นอะไรก็แล้วแต่ค่าความรักที่มันมีให้เจ้าของ(ตามสิ่งของที่ให้) ซึ่งตัวสัตว์เลี้ยงนี้เองก็มีหลายแบบเช่นกัน ถ้าปลดล็อคแบบใหม่ๆได้จะเข้าไปอยู่ในโหมดExtraของเกมซึ่งสามารถดูหน้าตาและรูปร่างของตัวที่เคยเจอแล้วได้
 
ที่พิเศษอีกอย่างก็คือ นิยายครับ ในตัวเกมมีนิยายพิเศษให้อ่านนั้น คือ "ดันกันรอนปะIF อุปกรณ์การหลบหนีแห่งความหวังและนักรบแห่งความอัปยศผู้สิ้นหวัง" เป็นนิยายเนื้อหาIF(ถ้าเกิด)ตอนพิเศษของดันกันรอนปะภาคแรกที่แต่งโดยนักเขียนชื่อดังอย่าง"นาริตะ เรียวโกะ"ที่ีผลงานที่ดังๆหลายเรื่องเช่น"Baccano!"และ"Durarara" สำหรับงานในไทยของเขาก็อย่างเรื่อง"โลกอลวนของคุณฮาริยามะ"(โดยสำนักพิมม์บลิซที่ปิดตัวไปแล้ว)กับDurararaฉบับอนิเมทของโรสมีเดีย
 
ตัวละคร
 
หัวใจสำคัญของเรื่องราวก็คือตัวละคร ตัวละครคือสิ่งที่จะขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าได้ ว่าจริงๆแล้วเกมซี่รีย์นี้ถ้าตัวละครแต่ละตัวไม่ได้ออกแบบมาแนวๆหลุดโลก ก็จะออกแนวเรียบๆธรรมดาทั่วไป แต่นิสัยมีเอกลักษณ์จดจำได้ดีกันเกือบทุกคน แม้ตัวละครจะเยอะแต่ก็มีเสน่ห์ สำหรับคาแรกเตอร์โปรดของผมในภาคนี้สามอันดับแรกก็ได้แก่ ฮินาตะ นานามิแล้วก็มิโอตะครับผม
 
อย่างฮินาตะเองถึงจะดูเรียบๆก็จริง แต่ผมชอบตัวเอกที่ผูกไทค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หน้าตาตัวละครตัวเอกนี้ถ้าไม่นับจงอยบนหัวแล้วล่ะก็ถือว่าเรียบแล้วก็จืดมาก เพราะงั้นจุดสำคัญของฮินาตะคุงก็คือนิสัยต่างหาก เนื่องจากเป็นคนที่สูญเสียความทรงจำและยังเป็นตัวแทนของคนธรรมดาทั่วไป เมื่อเทียบกับตัวเอกภาคที่แล้วอย่างนาเอกิ นับว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่จิตใจเข้มแข็งน้อยกว่ามาก เราจะได้เห็นฉากยอมแพ้ จิตตกของฮินาตะมากกว่านาเอกิ แต่เพราะเป็นพระเอกพี่แกเลยใจสู้ลุกขึ้นมาได้เสมอ แม้ว่าในตอนท้ายจะเกือบไปแล้วก็เถอะน่ะ
 
แต่เรื่องความมีไหวพริบแล้ว ผมมองว่าฮินาตะน่ะหัวดียิ่งกว่านาเอกิซะอีก(พอฟังเฉลยตอนจบเรื่องก็พอจะเข้าใจอยู่) ถ้าเทียบกับภาคที่แล้วที่นาเอกิได้คิริกิริช่วยใบ้บ่อยๆ ภาคนี้ฮินาตะแทบจะต้องคลำเองเกือบทั้งหมด(พวกฉลาดๆภาคนี้ก็ดันอันตรายซะด้วยสิ ถ้าไม่นับนานามิที่คอยช่วยเสนอแนวคิดบ้างแล้วก็แทบจะหาคนช่วยคิดไม่ค่อยได้เลย)
 
คาแรกเตอร์ตัวที่สองนั้น คือ นานามิ จิอากิครับผม บอกตามตรงว่าแวบแรกที่เห็นในแสกนตัวแรก เสียงของคะน้าก็ลอยมาแต่ไกล แล้วพอพากย์จริงๆก็ได้คะน้า(ฮานาซาว่า คานะ)มาพากย์ให้จริงๆซะด้วยสิ บอกตามตรงว่าผมเองก็เบื่อคะน้าน่ะ(ดูอะไร เล่นเกมอะไรจะเจอเสียงเจ๊แกบ่อยมาก) แต่กรณีนานามินี้ต้องยอมจริงๆ เพราะดูลักษณะท่าทางแล้วก็คาแรกเตอร์แล้ว มันไสตล์เจ๊คานะเขาเลยล่ะ ต้องขอบคุณนานามิจังด้วย ที่ตอนนี้เวลาผมนึกถึงตัวละครที่จะเป็นอิมเมจเสียงของเจ๊คานะ หน้านานามิก็จะลอยมาก่อนแล้ว
 
นานามิเป็นตัวละครที่เหมือนจะเป็นสาวเงียบแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนสาวซึมๆทำหน้ามึนๆตลอดเวลามากกว่า แน่นอนว่าสาวประเภทนี้ยิ้มแล้วจะน่ารักมากครับ เป็นคาแรกเตอร์ที่ชอบจับเอาสถานการณ์ในเรื่องมาล้อเกมหรือพาโรดี้บ่อยมาอีกคนเหมือนกัน  ในตอนแรกคิดว่านานามิจะออกแนวไม่ค่อยพูดมาก มึนๆไปจนจบเกม แต่บทหลังๆพูดมากขึ้นแนะนำมากขึ้นจนรู้สึกได้เลยว่าเธอน่ะฉลาด แถมยังควบคุมสติเก่งกว่าฮินาตะอีกด้วย(ถือว่าเป็นส่วนชดเชยฮินาตะที่จิตใจไม่แข็งแกร่งเท่านาเอกิ)พอถึงฉากไคล์แม็กซ์ของเธอ มันก็บีบคั้นอารมณ์ได้สุดๆจริงๆ
 
คนที่สามที่ผมโปรดในภาคนี้ก็คือ มิโอตะ อิบูกิครับผม เป็นตัวละครที่แค่ชื่อก็ล้อเลียนวงสมาชิกK-onแล้ว (ตัวอักษรในชื่อของเธอทั้งหมดมาจากตัวอักษรในชื่อของตัวละครเรื่องK-on4คน ได้แก่ 澪 - จาก 秋山 (มิโอะ),田 - จาก 井中 律 (ริสึ),唯 - จาก 平沢 (ยุย),吹 - จาก 琴 紬 (สึมุกิ)) แถมในเกมหล่อนก็ชอบย้ำบ่อยๆว่าชื่อเธอมาจากตัวอักษรตัวนี้น่ะ ตัวโน่นน่ะเป็นต้น
 
ถึงจะเป็นK-on(วงดนตรีหญิงม.ปลาย) แต่จริงๆผมอยากจะเรียกเธอว่าเป็นร็อกเกอร์มากกว่า เพราะทั้งเจาะหูเจาะลิ้นเจาะปาก แต่เอกลักษณ์พวกนี้ก็เป็นส่วนรองลงไปเลยตอนมาเจอกับนิสัยของเธอ นั้นก็คือเธอเป็นพวกไฮเปอร์แบบสุดกู่ครับ ทำให้รีแอคชั่นหลากหลายที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งหมด มีหน้าตาหลายสิบหน้าด้วย เนื่องจากเธอเป็นพวกไฮเปอร์บทของเธอก็จะออกแนวมู๊ดเมกเกอร์เพี้ยนๆประจำเรื่อง แต่ก็เป็นคาแรกเตอร์ไฮเปอร์ที่ไม่ได้คาดเดาอะไรยากเท่าไร ตอนไปเกาะสามแล้วเจอไลฟ์เฮาท์ก็ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง ลากทุกคนมาฟังเพลงตัวเองซะงั้น
 
มิโอตะพากย์โดยเจ๊ โคชิมิสุ อามิครับ นักพากย์คนโปรดของผมอีกคนที่พากย์ได้เสียงหลากไสตล์ เหมาะเข้ากับบทตัวละครแนวไฮเปอร์แบบนี้ดีแท้ล่ะ
 
นักพากย์ การล้อเลียนและการครอสโอเวอร์
 
พูดถึงการครอสโอเวอร์แล้ว นอกจากทไวท์ไลท์ซินโดรมที่มาโผล่ในเกมนั้น ในตัวเกมยังได้มีแอบเอาโปสเตอร์ของเกม"ไทม์ทาเวลเลอร์"ของค่ายLevel 5 มาใส่โฆษนาเกมอีกด้วย(เกมนี้ออกก่อนดันกันรอนปะประมาณ1อาทิตย์ครับผม)
 
และแน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้และเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของซี่รีย์ดันกันรอนปะเลยก็คือนักพากย์ครับ เกมนี้เป็นเกมที่แคสนักพากย์มาได้เหมาะเจาะ นักพากย์ทุกคนล้วนเข้ากับคาแรกเตอร์ อย่างภาคสองนี้เองผมก็ยังนึกไม่ออกเลยน่ะว่าตัวไหนไม่เข้าบ้าง อันที่จริงแล้วผมยังสงสัยอีกว่าตัวละครแต่ละตัวนี้ ออกแบบมาให้นักพากย์คนนั้นๆเลยรึเปล่าตัวเนี่ย(อย่างนายทานากะ กันดั้ม น่าสงสัยว่าชื่อของพี่แกเป็นแบบนั้นเพราะตาสึงิตะคนพากย์แกชอบกันดั้ม หรืออย่างเบโกะยามะ เบโกะ ที่ได้เจ๊โคโตนะมาพากย์ ในเรื่องก็มีบทล้อเลียนงานพากย์ที่ดังที่สุดของเจ๊แกอยู่ด้วย)
 
ส่วนเรื่องการล้อเลียนเองก็มีอยู่เพียบ อย่างฉากอัดกันของโมโนคุมะกับโมโนมี่...ที่ล้อทั้งJOJOแล้วก็เซ็นท์เซย่า หุ่นสัตว์สี่ตัวของโมโนคุมะที่ล้อ บีสวอร์+ทรานฟอเมอร์ ๆลๆ
 
ข้อเสีย/ความประทับใจ
 
"ของมันดีอยู่แล้วสิ่งต้องทำก็แค่ เติมให้มันแนวยิ่งขึ้น" ประโยคสั้นๆประโยคเดียวคลอบคลุมได้หมดเลยครับ แล้วซูเปอร์ดันกันรอนปะ2ก็ทำได้ดีซะด้วยสิ แต่ใช่ว่าผมจะมีจุดที่ไม่ชอบน่ะ จุดที่ไม่ชอบก็มีได้แก่
 
-ฉากเฉลยไคลแม็กส์ในแต่ละแชปเตอร์ภาพมันดูราบเรียบไปหน่อยเทียบกับภาคที่แล้ว ที่ภาพแต่ละบทจะต่างไปตามธีมของคนร้ายในบทนั้นๆ แต่ภาคนี้เล่นแค่เปลี่ยนสีฉากหลังนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง
 
-BGMที่เจอหลักๆยกขโยงมาจากภาคที่แล้วเยอะเกินไป ใช่ว่าจะไม่ชอบ แต่ผมอยากฟังเพลงใหม่ๆบ้างตอนช่วงกิรอน(เถียงกัน)หรือฉากเฉลยไคลแม็กส์ (อันหลังนี้เอาเพลงเดิมแต่มิกซ์ใหม่ก็น่าจะได้ แต่ดันไม่ทำซะงั้น)
 
-คดีในเกม ถ้าคนที่เป็นแฟนพวกนิยายสายสืบสวนแนวสมจริงต่างๆนาๆมาเจออาจจะส่ายหน้าได้ เพราะถ้าเทียบกับภาคที่แล้วภาคนี้มีส่วนที่คดีมันดูเว่อร์ขึ้นเยอะเลย ถึงความเว่อร์นั้นถึงจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลก็เถอะ แต่ถ้าเทียบกับสามัญสำนึกคนทั่วๆไปก็มองว่ามันเว่อร์อยู่ดีนั้นแหละ ถึงดันกันรอนปะจะเป็นเกมสืบสวนที่เบสด้วยแนวแฟนตาซีแบบอ่อนๆ แต่จุดที่ผมชอบสุดๆในภาคที่แล้วก็คือ คดีมันออกแนวเรียล+ความเป็นจริงไม่เว่อร์เกินไปนี้แหละ (ที่หงุดหงิดข้อนี้จริงๆมีแค่ บทที่4ครับ บทที่3กับ5นี้ยอดเยี่ยมเลยน่ะ 1กับ2ก็พอจะอะลุ่มอลวยได้ แต่4นี้มัน...อืม....ถึงจะเข้าใจว่า...ทำแบบนั้นได้ก็เถอะ แต่ก็น่ะเพราะคนที่ตายก็ดันเป็น...) ยังดีที่อะไรที่มันออกจะเว่อร์ไปเกมจะให้Hintเอาไว้มากโขอยู่จนพอจะเดาได้น่ะ
 
-บทสุดท้ายของภาคนี้เชื่อมโยงภาคแรกมากเกินไป นั้นเป็นจุดที่ทั้งชอบและก็ไม่ชอบในภาคนี้เลยล่ะครับ การที่เขียนให้เชื่อมโยงแบบนั้น สำหรับแฟนเกมซี่รีย์นี้อย่างผมแล้วนับว่าสุดยอดและอีพิคมากๆที่ผูกเรื่องมาเชื่อมกันได้และทำให้ได้อารมณ์"ภาคต่อ"จริงๆ แต่มันก็กลายเป็นว่า ถ้าผมจะแนะนำให้คนเล่นซี่รีย์นี้เนี่ย จะต้องให้เริ่มจากภาค1 ห้ามเริ่มต้นจากภาค2เด็ดขาดเลย เพราะนอกจากบทสุดท้ายจะเชื่อมแล้ว ยังสปอยภาคแรกแบบแหลกลานอีกด้วย(จริงๆเริ่มตั้งแต่บทที่4แล้วล่ะ)
 
จบจากข้อเสียก็มาเป็นความประทับใจล่ะ
 
-เนื้อเรื่องของเกมที่เป็นธีมหลักและบทเฉลยตอนสุดท้ายถึงจะเป็นพล็อตเกร่อๆเคยเห็นมาหลายต่อหลายเรื่องแล้วก็เถอะ แต่ด้วยการที่การปูเรื่องมามันทำได้ดี+ดันกันรอนปะเป็นเกมสืบสวนที่ให้อารมณ์พีคได้ง่ายกว่าเกมแนวนี้เกมอื่นๆ(อาจจะเพราะบรรยากาศที่เหมือนกำลังยิงกระสุนเถียง การพูดเถียงวกวนแล้วก็เสียงพากย์ ที่มันให้อารมณ์ร่วมค่อนข้างมาก) ทำให้บทสุดท้ายแล้วฉากจบของเกมนี้ยอดมากๆ ซึ่งผมเองก็ชอบบทสรุปของภาคนี้ ที่ไม่ได้ทิ้งค้างให้คิดเอาเองแบบภาคแรกแต่เล่าต่อยอดว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ทำให้คนเล่นได้เห็นโลกอันกว้างใหญ่ที่แสนน่าทึ่งของซี่รีย์ดันกันรอนปะ น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการทิ้งท้ายแบบภาคแรก แต่เชื่อว่าถ้าจะทำซะอย่างอาจจะได้เห็นภาคต่อของซี่รีย์นี้อีก
 
-ดันกันรอนปะจะมี"ธีม"ที่เป็นหัวใจสำคัญของแต่ละภาค อย่างภาคแรกคือ"ความหวัง"VS"ความสิ้นหวัง" แต่กับภาคสองนี้นั้น ธีมของเกมเป็น"อนาคต" ซึ่งลองมานึกๆดูแล้วตัวเกมจะมีหลายฉากมากๆที่ใช้คำว่าอนาคตเป็นสัญลักษณ์แฝง(อย่างโรงแรมของตัวละครในเรื่องก็ชื่อโรงแรมอนาคตเป็นต้น) นอกจากอนาคตที่เป็นธีมหลัก ธีมแฝงอีกด้านของอนาคตก็คือ"อดีต" ยกตัวอย่างเช่นตัวเอกของเกม ฮินาตะ ฮาจิเมะนั้น"ไม่มีอดีต"นั้นเพราะเขาจำเรื่องราวของตัวเองไม่ได้ แล้วคนที่ไม่มีอดีตอย่างฮินาตะ จะแสวงหาอนาคตแบบไหนกันล่ะ? นั้นเป็นเรื่องที่จะได้ทราบคำตอบในเกมครับ
 
คำว่า"อดีต"แล้วก็"อนาคต"นั้นเป็นคำที่คล้ายๆกับ"ความหวัง"และ"ความสิ้นหวัง"ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงนามธรรม แต่อนาคตแล้วก็อดีตนั้น มีความหมายสองด้านที่แตกต่างกันในตัวไม่เหมือนกับความหวังแล้วก็ความสิ้นหวัง อดีตสำหรับบางคนก็เป็นเรื่องมีความสุข แต่บางคนก็เป็นทุกข์ ส่วนอนาคตก็ใช้ว่าจะมีแต่ความทุกข์แต่ก็มีความสุขรออยู่เช่นกัน ตัวละครในเรื่องนี้หลายๆตัวต่างก็มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับอดีตแล้วก็อนาคตไม่ใช่แค่ฮินาตะคนเดียว เหมือนกับภาคแรกที่ตัวละครแต่ล่ะตัวจะมีประเด็นเรื่องหมดสิ้นซึ่งความหวังจนเหลือแต่ความสิ้นหวังแล้วรึยังนั้นแหละ
 
ผมมองว่า คำว่า"อนาคต"ที่ว่านี้มันเป็นการต่อยอด"ความหวัง"และ"ความสิ้นหวัง"ได้อย่างดีเลยล่ะครับ ถ้าภาคแรกสอนให้เราไม่รู้จักย่อท้อดันกันรอนปะภาคนี้ก็สอนให้สร้างอนาคตขึ้นมาให้ได้ด้วยตัวของเราเอง อนาคตที่จะออกมานั้นจะ"เปี่ยมไปด้วยความหวัง"หรือ"เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง"กันน่ะ? แต่อย่างไรก็ตาม ความหวังและความสิ้นหวังก็เป็นเหมือนบันไดพาไปสู่บทสรุปที่เรียกว่า"อนาคต"
 
-ความประทับใจอย่างสุดท้ายของเกมนี้ก็คือการทำPRครับ อ่านไม่ผิดหรอก แต่ภาคนี้โฆษนาโหดยิ่งกว่าภาคแรกซะอีก ลงทุนขนาดเปิดคาเฟ่โปรโหมตเกมตั้งเดือนหนึ่งเลยน่ะ(เดาว่า Spikeค่ายพัฒนาเดิมทีเน้นแต่ขายเกมมาก่อนมาเริ่มทำเกมของตัวเองจริงๆจังๆตอนร่วมกับChunsoftแล้วก็เลยได้ทีงัดสกิลโฆษนาแล้วก็โปรโหมตของตัวเองกระหน่ำมาใส่ชนิดไม่ยั้งเพื่อโปรโหมตเกมของค่ายตัวเอง)
 
สรุป
 
เนื่องจากผมเป็นแฟนซี่รีย์นี้ ออกภาคใหม่มาเล่นผมก็ปลื้มใจล่ะ แต่ที่ผมประทับใจจริงๆก็คือภาคนี้ตอบโจทย์ความคาดหวังของผมได้อย่างชงักเลยน่ะสิ มันดียิ่งกว่าที่คิดไว้ซะอีก สนุก งดงาม รู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจ เป็นเกมที่มีรสชาติกลมกล่อมอย่างบอกไม่ถูก...สำหรับคนอื่นๆแล้วมันอาจจะเป็นอาหารแปลกที่ทานยาก(ไม่รู้ภาษา)สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่าหากคุณได้ลองทานมันดูคุณจะหลงรักซี่รีย์ดันกันรอนปะนี้ครับ
 
ป.ล รักชอบอะไรอย่าลืมอุดหนุนของแท้กันด้วยน่ะครับ
 
ภาพเดียวแทนล้านคำตอบ~ สุขสันต์วันเกิดน่ะ มายฮันนี่~ (กดที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่)